การต่อสู้ทางวัฒนธรรมกับกับดักของมุสลิม(ไทย)

453

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การต่อสู้ทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญ เป็นการตัดสินภาพลักษณ์ของสังคมหนึ่ง และสร้างกระแสความเป็นไปของสังคมนั้น ฮอลลี่วู๊ดประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในทำหนังออกมา เชิดชูความดี ความเก่งของอเมริกา ใช้สื่อทางวัฒนธรรรม’ครอบงำ’ คนทั้งโลกว่า อเมริกาเป็ยผู้นำ มีเสรีภาพ มีความทันสมัย อเมริกาเป็นผู้ปกป้องโลก เป็นผู้ทำลายผู้ร้ายที่จะเข้ามาสร้างความเลวร้ายในโลก

ผู้ร้ายในฉากหนังของฮอลลี่้วู๊ด ก็จะมี รัสเซีย จีน และมุสลิมหลากหลายเผ่าพันธุ์

แต่ในเบื้องหลัง อเมริกาเต็มไปด้วยความเลวร้าย เข้าไปแย่งชิงผลประโยชน์ของประเทศของประเทศต่างๆมากมาย แต่การเข้าไปปล้นชิงของอเมริกา เป็นโดยความเต็มใจของเจ้าของประเทศ ไม่รู้ตัวว่าที่แท้จริงถูกปล้นไปแล้ว ด้วยสื่ออันมหึมาที่ครอบงำทุกวันๆ ทั้งจากสำนักข่าว ทั้งจากหนัง ซีรีย์ทุกทิศทาง

ญี่ปุ่นเองก็ตระหนัก และพยายามใช้สื่อทางวัฒนธรรม เข้าไปยังหลากหลายประเทศ ยุคหนึ่งจะเป็นคนไทยคลั่ง ดาราญี่ปุ่น ดูหนังญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น ซีรี่ย์ญี่ปุ่น กอบโกยเงินจากคนไทยไปปีหนึ่งจำนวนมาก แต่ญี่ปุ่นก็ไม่เท่าเกาหลี ในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมาเกาหลี รุกหนักด้านวัฒนธรรม ทั้งเพลง ซี่รี่ย์ หนัง โชว์ภาพลักษณ์ที่ดีให้เกาหลี และรัฐบาลได้ส่งเสริมอย่างจริงจัง ส่งผลให้การส่งออกด้านวัฒนธรรมขิงเกาหลีเติบโตสูง และขยายต่อไปสู่สินค้าอื่นๆมากมาย ความงาม เครื่องสำอาง ศัลยกรรม จนไปถึงการท่องเที่ยว และสินค้าต่างๆมากมาย ได้รายได้จากคนไทยและทั่วโลกปรนึงๆมหาศาล

เป็นการสร้างประเทศด้วยส่งออกด้าน’วัฒนธรรม’ ที่ประสบความสำเร็จมาก

คนไทยพยายามทำเกาหลี แต่ยังก้าวไม่ถึงไหน ไปไกลสุดแถบอินโดจีน ไม่ต้องพูดถึง ‘มุสลิมไทย’ ที่ต้องเจอกับดักตัวโตๆ ก้าวไปไหนไม่ได้ ในขณะที่สังคมมุสลิมเสพสื่อตะวันตก เสพเกาหลี เสพจีน เสพละครและหนังไทย แต่มุสลิมในประเทศไทยไม่อาจชูจุดแข็งด้าน ‘วัฒนธรรม’ ของตัวเองได้ หรือใครก็ตาม เข้ามาแตะ ‘วัฒนธรรม’ เรื่องราวของมุสลิม ก็ถูกเตะโด่งออกไป จนไม่อยากมีใครอยากเข้ามายุ่งกับสังคมมุสลิม

กลายเป็นสังคม ที่เข้าใกล้สังคมเชิงเดี่ยว ที่ไม่มีใครอยากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เพราะแตะอะไร ‘สายแข็ง’ ก็ออกมาถล่มยับเยิน ส่วนตัวมองว่า เป็นสถานการณ์ที่อันตราย ที่คนอื่นไม่รู้จักและเข้าใจมุสลิม หรือแม้แต่มุสลิมเอง อาจจะไม่เข้าใจตัวเอง ในขณะที่ เรารู้จักคนอื่น เข้าใจคนอื่น จากการเสพสื่อ เสพวัฒนธรรมคนอื่น ด้วยสื่อที่เข้มแข็งกว่า ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง เพราะอยู่แต่ในวงแคบๆของตัวเอง และสุดท้ายก็ถูกลืนไปเป็นสังคมนั้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนที่คนจำนวนมากเป็น

สังคมมุสลิมขาดการนำเสนอมุมมองด้านวัฒนธรรมของตัวเอง ขาดสื่อที่จะนำเสนอ ภาพความเป็นผู้ร้ายจึงตราตรึงอยู่ และเรามักจะร้องขอความเห็นใจจากคนอื่นให้นำเสนอวัฒนธรรมของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้

เหมือนกรณีล่าสุด ที่ผู้สร้างหนังที่ชื่อว่า ‘ของแขก’ เปิดตัวหนังด้วยการอ่านอัลกุรอ่าน ดุอา เพื่อเป็นบารากัตให้กับคนสร้าง เพราะผู้กำกับก็เป็นมุสลิม เหมือนเวลาที่ บริษัทที่เช่าที่ดินมุสลิม ขอให้ระแบไปอ่านดุอาให้ หรือพรรคการเมืองเวลาจัดงานครบรอบ ก็เชิญระแบไปอ่านดุอา ก็เห็นไม่เห็นมีใครวิพากษ์วิจารณ์ กรณีของ หนัง ‘ของแขก’ กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก

ทั้งที่ในพิธี มีการอัญเชิญกุรอ่าน จากซูเราะห์ อัลบากอเราะห์ ที่เกี่ยวกับ ‘นบีสุไลมาน’ ที่มีอำนาจในการบังคับบัญชีญิน และการกำเนิดญิณเองก็มาจากพระผู้เป็นเจ้า รวมถึง ไสยศาสตร์ ที่มีอยู่ก็ด้วยอนุมัติของพระองค์ แต่ได้สั่งห้าม ไม่ให้ผู้ศรัทธานำศาสตร์ด้านนี้มาใช้

คำว่า ‘แขก’ อาจะแสลงใจคนบางคน เพราะคำว่า แขก มักจะถูกนำมาใช้ด้านลบ เหมือนคนจีนที่ในอดีตถูกเรียกว่า ‘เจ๊ก’ เป็นต้น แต่ในสังคมกันเอง ก็จะแทนตัวเองว่า แขก มันก็แปลกดี แต่ชื่อหนังชื่อละคร มันก็ต้องใช้ชื่อที่เรียกง่าย และเข้าใจง่าย

‘ของแขก’ หรือไสยศาสตร์มนต์ดำในสังมุสลิม เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและมีการใช้กระจายทั่วประเทศ แต่ในหนังจะนำเสนอ เรื่องราวใน3จังหวัดชายแดนใต้ แล้ว ‘ถูกของ’ แต่เท่าที่ทราบหนังก็จะบอกความไม่ดี ความดี ไม่ใช่นำเสนอแต่ด้านความเลวร้าย

จริงๆแล้ว หนังยังไม่ทำอะไรมาก แค่มีบท และทำพิธีเปิดกล้อง แต่คนวิจารณ์กลับรู้ลึกรู้มาก ตีความไปเกินกว่าความจริง และการวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้สะท้อนออกทางอารมณ์มากกว่า การใช้เหตุใช้ผล ใช้มุมมองที่คับแคบของตัวเองตีความ ใครไม่เชื่อตามตัวเองผิดไปหมด และยังปลุกกระแสสังคมให้เห็นคล้อยตามที่ตัวเองเชื่อไปด้วย แถมยังข่มขู่คุกคามไปด้วย ล้วนเป็นวิถีแห่งความรุนแรงที่มุสลิมถูกมองเช่นนี้มาตลอด ไม่อาจก้าวพ้นไปวิถีแบบสังคมแห่งการมีวัฒนธรรมที่ดีที่พูดคุยด้วยเหตุด้วยผลได้

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของคนทำงานศิลปะ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างกระแสให้ผลงานนั้นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนสร้างหนังต้องขอบคุณนักสร้างกระแส นักวิจารณ์ทั้งหลายทำให้ ‘ของแขก’ ที่รู้จักกันในกลุ่มคนไม่มากนัก กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยไม่ต้องเสียเงิน

บทความโดย พรพญา