มูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ นำโดยดดยสื่อมวลชนอาวุโส เฉลียว คงตุก นำทีมเดินหน้าปล่อยปลาหายาก “ปลาดุกลำพันคืนถิ่น” ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติป่าพรุควนเคร็ง สร้างความสบูรณ์ให้กับป่าพรุ พร้อมขับเคลื่อนหน้าพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สร้างชุมชนให้มีความพร้อม เน้นท้องถิ่นต้องร่วมมือกันเดินหน้าไปด้วย
วันที่ 29 มกราคม 2565 มูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ ร่วมกับภาคเครือข่าย ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฝ่ายปกครองอำเภอชะอวด ร่วมกันจัดโครงการ ปล่อยปลาดุกลำพันคืนถิ่น บริเวณป่าพรควนเคร็งพื้นที่หมู่ 3 ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายเฉลียว คงตก กรรมการมูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ และอดีตบรรณาธิการคมชัดลึก เป็นประธาน มีนายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ และชาวบ้านเข้าร่วมประมาณ 200 คน

โครงการปล่อยปลาดุกลำพัน คืนถิ่นป่าพรุควนเคร็ง เริ่มต้นด้วยการทำบุญเลี้ยงพระเพล รับพรจากพระ และอนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ร่วมกันบริจาคทำบุญซื้อพันธุ์ปลาดุกลำพันจากป่าพรุโต๊ะแดงมาปล่อยฟื้นคืนธรรมชาติ อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำน้ำหายาก ซึ่งได้มีการมอบพันธุ์ปลาดุกลำพันให้กับประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อนำไปศึกษา วิจัยด้วย
นายโสภณ สุขสวัสดิ์ นายกอบต.เคร็ง กล่าวรายงานว่า ขอบคุณคุณเฉลียว และทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญของแห่ลงน้ำธรรมชาติ ซึ่งอบต.เคร็งมีความรัก ความหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ เหมือนเช่นพี่น้องทุกคน โครงการปล่อยปลาดุกลำพันคืนถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และให้ชาวบ้านและพื้นทีและชาวบ้านทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญของป่าพรุควนเคร็ง รวมทั้งเป็นการสร้างจิตสำนึกใหเคนในพื้นที่มุ่งทำตนเพื่อส่วนรวม และเป็นการสร้างร่วมมือความสามัคคีในหมู่ข้าราชการ เป็นตัวอย่างชาวบ้าน
นายเฉลียว กล่าวกับชาวบ้านว่า ได้นำปลาดุกลำพัน 500 กิโลกรัมมาปล่อยคืนป่าพรุควนเคร็ง เป้าหมายเพื่อฟื้นธรรมชาติของเคร็งให้กลับคืนมา เพราะจากความเสื่อมโทรมของป่าพรุควนเคร็ง ประกอบกับมีไฟไหม้ใหญ่ เมื่อ 4-5 ปีก่อนทำให้ปริมาณปลาดุกลำพัน ซึ่งเป็นปลาดุกประจำถิ่นที่หายากได้หายไปจากพื้นที่ จึงปรึกษากับผู้เกี่ยวข้องในการนำปลาดุกมาปล่อยเพื่อฟื้นระบบนิเวศน์ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ที่มีการปล่อยปลาดุกลำพัน

“อยากให้ทุกหน่วยในพื้นที่ช่วยกันรณรงค์ว่า ถ้าจับปลาดุกลำพันได้ในช่วงหลังจากนี้ อย่าเพิ่งนำมาทำอาหาร ให้ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อทอดเวลาให้เขาได้ขยายพันธุ์ก่อน เราต้องหวังว่า ป่าพรุควนเคร็งจะต้องเป็นคลังอาหารของนครศรีธรรมราช ของภาคใต้ และเป็นเรื่องไม่ยากถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกัน และอนาคตจะเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน” นายเฉลียว กล่าวและว่าเราจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ ต่อยอดจากสิ่งที่เคร็งมีอยู่มากมาย เคร็งมีธรรมชาติที่สวยงาม ต้องพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิญคนมาสัมผัสธรรมชาติ มาชมการสานเสื่อจากกระจูด มาดูผลิตภัณฑ์จากกระจูด
“ชาวเคร็งจะต้องศึกษา เรียนรู้การต้อนรับนักท่องเที่ยว สร้างชุมชนให้มีความพร้อม รีสอร์ต โฮมสเตย์ ร้านค้า ร้านกาแฟ แหล่งเช็คอินของนักท่องเที่ยว สตอรี่การท่องเที่ยว การเชื่อมโยง สิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างให้พร้อมก่อนจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวมา”
นายเฉลียว กล่าวอีกว่า คำขวัญของเคร็งเรามีแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีผมเสนอว่าให้ค้นหา และอาจจะมีสโลแกนสั้นๆง่ายๆ เช่น นอนเคร็ง 1 คืน อายุยืน 1 ปี เราขายความเป็นธรรมชาติ อากาศดี

นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ได้ร่วมกับชาวบ้านปล่อยปลาในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ควนเคร็งได้ปล่อยปลาดุกลำพันมาแล้ว เมื่อเดือนธันวาคม 2564 จำนวน 250 กิโลกรัม ซึ่งพวกเราจะต้องร่วมมือกันรักษาให้ยั่งยืน ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวบ้าน พร้อมจะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาพื้นที่ไม่เพียงการปล่อยปลา แต่เป็นการพัฒนาทุกด้านความชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องชาวบ้าน
นายพรศักดิ์ ศักดิ์ธานี ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในโครงการนี้กรมประมงได้สนับสนุนพันธุ์ปลาซุลต่าน จำนวน 200,000 ตัว ปล่อยลงในแหล่งน้ำในป่าพรุควนเคร็งเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับชาวบ้านในอนาคต หลังจากนี้ประมงฯมีโครงการที่จะร่วมมือกับชาวบ้านเพื่ออนุรักษ์ปลาดุกลำพันและสัตว์น้ำในป่าพรุ เพื่อให้ปลาดุกและสัตว์น้ำมีชีวิตที่ยั่งยืนเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่

‘ปลาดุกมีรอบของการขยายพันธุ์ประมาณ 1.2-1.5 ปี หลังจากปล่อยลงแหล่งน้ำแล้วชาวบ้านจะต้องไม่จับเพื่อให้ขยายพันธุ์ได้เต็มที่ก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยจับ’ ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าว
ขณะที่นายธรรมนูญ คงจันทร์ กำนันตำบลเคร็ง กล่าวว่า ทางตำบลได้ร่วมกันรณรงค์มาตลอดที่เราปล่อยปลาดุกบำพันมา 5 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว รณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ปลาดุกลำพันเอาไว้ ถ้าจับได้ช่วงนี้อย่าเพิ่งเอามาทำกิน ให้ปล่อยคืนธรรมชาติ

“ถ้าใครจับปลาดุกลำพันได้ ผมจะขอซื้อคืนทุกตัว เพื่อนำกลับไปปล่อยคืนธรรมชาติ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านอย่างดี ผมในฐานะกำนันของขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมกันช่วยฟื้นฟูเคร็งของเรา ผมเกิดที่นี้เคยเห็นความเป็นเคร็งมาตั้งแต่เกิด และเห็นความเสื่อมโทรมของเคร็ง จึงมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจะทำให้เคร็งฟื้นคืนกลับมาให้จงได้” เขา กล่าว
ด้านนายบัญญัติ พัทธธรรม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวพัทลุง และอดีตประธานสภาลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลา กล่าวว่า วันนี้ได้มาเห็นความเป็นเคร็งด้วยตัวเอง ซึ่งได้เห็นมากกว่าคำบอกเล่า มีอะไรที่น่าสนใจมาก ก็ยินดีที่จะให้แง่คิดมุมมองในเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องยาก ชุมชนต้องเรียนรู้ ต้องมีผู้เสียสละ

“แต่ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เราต้องมีจุดเริ่มต้น และเดินไปอย่างมั่นคง ตั้งใจ เสียสละ ผมทำให้พัทลุง ที่ได้ฉายาว่าเป็นเมืองโจร ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวมาแล้ว ทุกวันนี้พัทลุงบูมเรื่องท่องเที่ยวมาก มาเลเซียมาเที่ยวหาดใหญ่ ก็ต้องมาพัทลุงด้วย มีการลงทุนสร้างรีสอร์ต โรงแรมกันจำนวนมาก แต่สองปีมานี้เรามาติดกับดักของโควิด 19 แต่เชื่อว่าอีกไม่นานนาน การเดินทางก็จะเริ่มกลับมาปกติ ภายใต้วิถีใหม่” นายบัญญัติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดโครงการปล่อยปลาดุกลำพันคืนถิ่นป่าพรุควนเคร็ง ถือเป็นโครงการที่ดีมาก ริเริ่มคิดและทำโดยภาคประชาชน และทำมาอย่างต่อเนื่องอย่างน่าชื่นชม อนาคตเคร็งก็จะเป็นแหล่งอาหาร คลังอาหารของนครศรีธรรมราช






