สูตรรัฐใหม่ แทน’พิธา’ สไลด์สลับขั้ว หนีกับดักม.112

78

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หมดโอกาสการเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการโหวตของสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก คือ 376 เสียง และได้ปล่อยมือให้พรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 2 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สูตรตั้งรัฐบาลก็ถูกวนกลับมาพูดถึงอีกว่า บทสรุปนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย จะมีใครมีโอกาสได้เป็น

สูตรแรก คือ สูตรปกติ นายพิธา นำทีมตั้งรัฐบาล ซึ่งจากผลโหวต เรียกได้ว่า ได้จะปิดประตูตายไปแล้ว

สูตรที่ 2 “สูตรข้าวต้มมัด” คือ เพื่อไทยนำตั้งรัฐบาล มีก้าวไกลร่วมจับมือด้วย เสียงในพรรคร่วมยังเท่าเดิม 312 เสียง รวมกัน 8 พรรคการเมือง ส่วนนายกรัฐมนตรี จะเป็นนายเศรษฐา หรือ น.ส.แพทองธาร สูตรนี้ จะฝ่า 250 เสียงของ ส.ว.ได้หรือไม่ แต่คาดว่า โอกาสจะผ่านได้น้อยมาก เพราะส.ว.จะมีข้ออ้างในการไม่โหวตให้ โดยอ้างก้าวไกล ยังคงร่วมรัฐบาล

สูตรที่ 3 คือ “ขั้วรัฐบาลเดิม” ทั้งภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก สูตรนี้จะมีเสียงรวมแค่ 188 เสียง สามารถตั้งรัฐบาลได้ หากส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากสูตรนี้ ตามกระแสข่าวตอนนี้ มีชื่อ พล.อ.ประวิตร นำโด่งมาเป็นอันดับ 1 แม้จะชนะโหวตเป็นรัฐบาลได้ แต่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

สูตรนี้จึงเป็นไปได้ยาก เพราะ ต่อให้ตั้งรัฐบาลได้ก็จะบริหารประเทศไม่ได้ เนื่องจาก มีเสียงแค่ 188 เสียง ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร (250เสียง) แต่ในทางการเมืองก็เชื่อกันว่าถ้าเป็นสูตรนี้จริง สามารตั้งต้นไว้ก่อนแล้วดึงเสียงอีกฝั่งข้ามมาได้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็ได้ประกาศไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปแล้ว ผูดมัดตัวเอง

สูตรที่ 4 “ดีลรักสลับขั้ว” สูตรเพื่อไทย สลัดทิ้งพรรคก้าวไกล ย้ายขั้วไปจับกับรัฐบาลเดิม ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ชาติไทยพัฒนา และ อาจจะมีประชาชาติข้ามขั้วมาด้วย ถ้านับแค่ 5 พรรคนี้ก่อน ยังไม่ร่วมพรรคเล็กพรรคย่อย ก็จะมีเสียง 271 เสียงในมือ ซึ่งถือว่า เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และ หากรวมกับเสียงส.ว. ก็น่าจะพอขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้

สูตรสุดท้ายนี้ จะเป็น พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นนายกฯ หรือ น.ส.แพทองธาร หรือนายเศรษฐา จากเพื่อไทย ซึ่งจากการเจรจาล่าสุด จะเป็นโอกาสของเพื่อไทย และน่าจะเป็นนายเศรษฐา เพราะนายใหญ่ต่างแดน ต้องการเซฟลูกสาวไว้ในช่วงสถานการณ์ที่ยังไม่เป็นใจนัก และการสลัดทิ้งพรรคก้าวไกล จะทำให้กระแสความไม่พอใจพุ่งมาที่เพื่อไทย ที่เคยประกาศไม่ร่วมกับพรรคขั้วรัฐบาลเดิม

จากสูตรสมการการเมืองที่กล่าวมา แม้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะมี 8 คน ที่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อชิงนายกรัฐมนตรี แต่ตัวเต็ง 3 คน ที่ถูกคาดการณ์ว่า มีโอกาสสูงที่จะนั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คือ

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร , นายเศรษฐา ทวีสิน และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่ชื่อเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวรีกูล ก็ยังผุดขึ้นมาให้เห็น

การเมืองกระเพื่อม
ปฎิเสธไม่ได้ว่า การที่นายพิธา ไม่ได้นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศ ได้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง โดยกมีการเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มด้อมส้ม ที่ให้การสนับสนุนก้าวไกล ทั้งการนัดการชุมนุมกดดัน การประกาศแบน ไม่ต้อนรับ ส.ว.ไม่ให้เข้าร้านหรือการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่มีผลน้อยมาก เรียกได้ว่า การที่นายพิธา ไม่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ไม่พีค หรือสุกงอมเพียงพอ ที่ปลุกมวลชนขึ้นมาต่อต้าน แม้ว่า ก่อนหน้านี้ นายพิธา จะลงพื้นที่เพื่อเรียกกระแสมวลชนหลายครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ มวลชนไม่ได้ออกมาสนับสนุนมากตามที่ต้องการ มีการเคลื่อนไหวแต่ในโลกโซเชียลเท่านั้น

การใช้กระแสมวลชนมากดดัน ส.ว. จึงไม่สบประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนขั้วการเมือง โดยเพื่อไทยสลัดทิ้งก้าวไกล และไปจับมือกับขั้วรัฐบาลเดิม อาจจะเกิดกระแสความไม่พอใจ ไปยังเพื่อไทย แต่ไม่ถึงขั้นมีมวลชนออกมาแบบฟ้าถล่มทลาย แต่อาจจะมีจุดพลิกผัน หากนายกฯคือ พล.อ.ประวิตร กระแสความไม่พอใจอาจจะสูงกว่า คนของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ และพรรคเพื่อไทยก็จะได้รับความนิยมลดลง กระแสความนิยมจะสไลด์ไปยัง’ก้าวไกล’ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างผลงานและการสร้างจิตวิทยามวลชน ให้ชนะก้าวไกล

แต่ไม่ว่าสู่ไหน การเมืองไทยจากเมืองไทยก็ไม่ราบรื่นแน่นอน