เปิดคำแถลงไทยต่อ UN ร่ายยาว เขมรโจมตีก่อน สังหารพลเรือนอย่างไรก็มนุษยธรรม

คำแถลงของไทยต่อคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ระบุชัดกัมพูชาเปิดฉากโจมตีก่อน  กัมพูชาพุ่งเป้าใส่พลเรือนอย่างไรก็มนุษยธรรม

ในคำแถลงไทยได้กล่าวขอบคุณ UN ที่จัดประชุมฉุกเฉินครั้งนี้ และเริ่มต้นด้วยการบอกว่า การกระทำที่รุนแรงของกัมพูชาโดยไม่มีการยั่วยุเป็นการคุกคามอธิปไตยของไทย และที่สำคัญคือคุกคามชีวิตของประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ ไทยยืนยันว่าเราเป็นชาติที่รักสันติและมองกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทเสมอมา เราสนับสนุนกัมพูชามาตลอด ทั้งเรื่องเอกราชและการเข้าร่วมอาเซียน และเชื่อมาตลอดว่าการพูดคุยหาทางออกสำคัญกว่าความรุนแรง

…ไทยได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยบอกว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 และ 23 กค ทหารไทยต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเหยียบกับระเบิดชนิดใหม่ที่ถูกวางในเขตแดนไทย ซึ่งเป็นกับระเบิดชนิดที่กัมพูชาเคยประกาศว่าจะทำลายหมดแล้ว และที่ร้ายแรงที่สุดคือ เมื่อวันที่ 24 กค ทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงปืนใหญ่ใส่ฐานทัพไทยที่ตาเมือนธมก่อน ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ จากนั้นทหารกัมพูชาได้กราดยิงแบบไม่เลือกเป้าหมายไปทั่ว 4 จังหวัดชายแดนของไทย คือ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

การโจมตีนี้ทำให้พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตถึง 14 ราย บาดเจ็บ 46 ราย และที่น่าตกใจคือ มีการโจมตีโรงพยาบาลและโรงเรียน รวมถึงการโจมตีร้านขายของชำที่ทำให้แม่กับลูกสามคนเสียชีวิตทั้งครอบครัว การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาปี 1949 อย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด

…ไทยยืนยันว่า การโจมตีของกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน และแม้ไทยจะใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด แต่ก็จำเป็นต้องป้องกันตัวเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งการตอบโต้ของไทยก็ทำไปในขอบเขตที่จำกัดและได้สัดส่วนเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนเท่านั้น โดยไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้เกิดอันตรายต่อพลเรือน และยืนยันว่าการกระทำของทหารไทยทั้งหมดนั้นถูกต้องตามหลักสากล ส่วนกรณีที่กัมพูชาอ้างว่าไทยโจมตีปราสาทเขาพระวิหารนั้น ไทยปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง และบอกว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจผิด เนื่องจากจุดปะทะอยู่ห่างจากปราสาทเขาพระวิหารไปกว่า 2 กิโลเมตร

…ท้ายที่สุด ไทยได้เน้นย้ำว่าเรายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และได้พยายามเจรจาผ่านกลไกที่มีอยู่ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม แต่กลับเป็นที่น่าผิดหวังที่กัมพูชาจงใจหลีกเลี่ยงการพูดคุย และเลือกที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง ดังนั้น ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการสู้รบและการรุกรานทั้งหมดโดยทันที และกลับมาเจรจากันด้วยความจริงใจ

…ทีนี้ เรามาวิเคราะห์คำแถลงนี้ มาดูจุดแข็งและจุดอ่อนกันค่ะ

จุดแข็ง:
…เน้นย้ำความชอบธรรมในฐานะผู้ถูกกระทำ: คำแถลงของไทยสร้างภาพชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายรุกราน โดยอ้างหลักฐานว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน มีการวางกับระเบิดใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างชัดเจน ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน และบ้านเรือนประชาชน รวมถึงการที่ครอบครัวเสียชีวิตในร้านค้า ซึ่งเป็นการเรียกคะแนนความเห็นอกเห็นใจจากประชาคมโลก และเป็นการชี้ให้เห็นการละเมิดกฎหมายสงครามอย่างชัดเจน

…ยืนยันการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง: ไทยอ้างอิงกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเอง และเน้นย้ำว่าได้ใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดและการตอบโต้เป็นไปอย่างจำกัด ได้สัดส่วน เพื่อปกป้องประชาชนเท่านั้น ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหลักสากล

…ชี้การละเมิดข้อตกลงและหลักสากล: ไทยได้ยกประเด็นการที่กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาห้ามกับระเบิด (Ottawa Convention) โดยการวางกับระเบิด PMN-2 ใหม่ และการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาในการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ากัมพูชาไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

…ยืนยันเจตนาสันติและพยายามเจรจา: การที่ไทยปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดยิงและกลับสู่การเจรจาด้วยความจริงใจ รวมถึงการกล่าวถึงความพยายามเจรจาผ่านกลไก JBC มาก่อนหน้านี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยต้องการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ไม่ได้ต้องการยกระดับความรุนแรง

จุดอ่อน:
…การเผชิญหน้ากับ “ใครยิงก่อน” ที่ยังต้องพิสูจน์: แม้ไทยจะยืนยันว่ากัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน แต่ในความขัดแย้งลักษณะนี้ การหาหลักฐานยืนยันจากหน่วยงานกลางที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายมักเป็นเรื่องยาก ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามโต้แย้งได้ และ UN เองก็ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้น
…การสื่อสารเชิงรุกในภาพรวมที่อาจช้าไป: แม้คำแถลงนี้จะ firm แต่ที่ผ่านมา การสื่อสารข้อมูล หลักฐาน และการสร้างความเข้าใจกับสาธารณะและสื่อต่างประเทศของไทยยังไม่เร็วและเข้มข้นพอ การออกแถลงใน UNSC อาจดูเป็นการ “ตอบโต้” ที่ล่าช้าไปบ้าง เมื่อเทียบกับฝ่ายกัมพูชาที่อาจเดินเกมสร้างเรื่องเล่าเชิงรุกไปก่อนแล้ว
…การกล่าวถึง cluster munitions แบบปกป้องตัวเอง: การที่ไทยต้องกล่าวในคำแถลงว่า หากมีการใช้อาวุธแบบนี้ก็ทำไปตามหลักความจำเป็นทางทหารและแยกเป้าหมายพลเรือนออกจากเป้าหมายทางทหารนั้น อาจชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังถูกกล่าวหาหรือมีโอกาสถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธดังกล่าว ซึ่งเป็นอาวุธที่อ่อนไหวและถูกวิจารณ์อย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในอนุสัญญาที่ห้ามใช้อาวุธชนิดนี้ แต่ก็เป็นจุดที่อาจถูกโจมตีได้

…ความพยายาม “บิดเบือนข้อมูล” ของอีกฝ่ายยังเป็นข้ออ้าง: การที่ไทยระบุว่ากัมพูชา “จงใจหลีกเลี่ยงการเจรจาและพยายามทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางการเมือง” แม้จะเป็นการวิเคราะห์ที่อาจเป็นจริง แต่ในเวที UN อาจดูเป็นการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักในส่วนนี้ลดลงไปบ้างในสายตาผู้ฟังบางส่วน
…โอ้ยเหนื่อย อีรัฐบาลควรจะจ่ายเงินเดือนดิชั้นที่ต้องมานั่งแปลและวิเคราะห์อะไรแบบนี้

.cr.ปวิน ชัชวาลย์พงษ์พันธ์