กลายเป็นกระแส เมื่อมีการนำอุซปตาด 2 ท่านนี้ มีปั่นในโลกโซเชียล กล่าวหาว่า เข้ามาปลุกระดมคน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ทั้ง 2 ท่าน คือ
1. ทางซ้าย อุซตาด อับดุล โซมัด (Ustaz Abdul Somad – UAS)
สัญชาติ: อินโดนีเซีย
ประวัติสังเขป: เป็นนักวิชาการศาสนาอิสลาม (Preacher) ชาวอินโดนีเซียที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ โดดเด่นด้วยลีลาการบรรยายที่กระชับ ชัดเจน และมักสอดแทรกอารมณ์ขัน ทำให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย มีผู้ติดตามผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านมักจะเดินทางมาบรรยายธรรมในพื้นที่ภาคใต้ของไทยอยู่บ่อยครั้ง
2. ทางขวา อุซตาด อัซฮัร อิดรุส (Ustaz Azhar Idrus – UAI)
สัญชาติ: มาเลเซีย
ประวัติสังเขป: เป็นหนึ่งในนักบรรยายธรรมชาวมาเลเซียที่มีอิทธิพลและได้รับความนิยมสูงสุด ท่านมีรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนใคร โดยมักใช้วิธีการตอบคำถามศาสนาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และตรงไปตรงมา โดยใช้สำเนียงมลายูท้องถิ่นรัฐตรังกานู ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไป ท่านมักจะบรรยายควบคู่กับนักวิชาการท่านอื่น (Duo) และมีอิทธิพลทางความคิดต่อมุสลิมในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก
ทั้งสองท่านคือสุดยอดนักบรรยายศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการมาปรากฏตัวคู่กันในงานเดียวกัน (เช่นในพื้นที่ปัตตานี) มักจะดึงดูดผู้คนให้มาร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

2 ท่านนี้ปลุกปั่นการญิฮาดหรือไม่
การบรรยายของ UAS (อับดุล โซมัด) และ UAI (อัซฮัร อิดรุส) ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น “ปัตตานี” และ “จีฮาด” ทั้งสองท่านมีจุดยืนที่น่าสนใจและส่งผลต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างมาก
1. มุมมองต่อ “ปัตตานี”
ทั้ง UAS และ UAI มองปัตตานีในฐานะ “ดินแดนแห่งอูลามาอ์” (Land of Scholars) และมีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่แนบแน่นกับโลกมลายู:
UAS (อินโดนีเซีย): มักจะยกย่องปัตตานีว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาอิสลามที่ยิ่งใหญ่ในอดีต (เช่น การกล่าวถึง เชคดาวูด อัล-ฟาฏอนี)
การมาบรรยายของเขาที่ปัตตานีมักเน้นเรื่อง “การรักษาอัตลักษณ์อิสลาม” และการให้กำลังใจชาวมุสลิมให้ยืนหยัดในความศรัทธาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
UAI (มาเลเซีย): เนื่องจากเป็นชาวมาเลเซียและใช้ภาษาท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกัน เขาจึงมีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มาก การบรรยายของเขาจะเน้นเรื่อง “ความเป็นพี่น้อง” (Ukhuwah) และการทำนุบำรุงศาสนาในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
2. การตีความเรื่อง “จีฮาด” (Jihad)
ทั้งสองท่านมักถูกตั้งคำถามในประเด็นนี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่พวกเขาวางกรอบการบรรยายไว้ในเชิง “วิชาการ” และ “การขัดเกลาตนเอง”
จีฮาดคือการต่อสู้กับกิเลส (Jihad al-Nafs): ทั้งคู่เน้นย้ำว่าการจีฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการชนะใจตนเอง การรักษาละหมาด และการออกห่างจากสิ่งอบายมุข ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง
จีฮาดทางการศึกษา: การส่งเสริมให้เยาวชนมุสลิมปัตตานีมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่และปกป้องสิทธิของตนเองได้ด้วยสติปัญญา
จีฮาดในความหมายของการปกป้องสิทธิ: ในบางวาระอาจมีการพูดถึงการรักษาความยุติธรรมและการปกป้องศาสนา แต่ทั้งสองท่านมักจะ หลีกเลี่ยง การสนับสนุนความรุนแรงสุดโต่ง และมักจะเน้นย้ำว่าการทำจีฮาดต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม (Fiqh) เท่านั้น
3. อิทธิพลต่อสังคม
การมาบรรยายของทั้งคู่มีผลอย่างมากในการ “รวมใจ” ผู้คน ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัตตานีไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุสลิมโลกที่สำคัญ
งานบรรยายของพวกเขามักมีคนร่วมฟังหลักหมื่นถึงหลักแสนคน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจหลักการศาสนามากขึ้น
สรุปคือ ทั้ง UAS และ UAI ไม่ได้มาเพื่อปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง แต่เน้นไปที่การ “ฟื้นฟูศรัทธา” และการรักษา “มรดกทางวิชาการ” ของปัตตานีให้คงอยู่ต่อไปมากกว่า
#อุซตาด #จีฮาด #ปัตตานี



