หน้าแรก เศรษฐกิจ/ธุรกิจ “โรงงานแปรรูปโคฮาลาลชุมพร ทันสมัยที่สุดในไทย แต่ขาดสภาพคล่องหนัก”

“โรงงานแปรรูปโคฮาลาลชุมพร ทันสมัยที่สุดในไทย แต่ขาดสภาพคล่องหนัก”

โรงงานแปรรูปโคฮาลาลชุมพร ทันสมัยที่สุดในไทย โรงงานมีความสามารถในการเชือดและแปรรูปโคได้วันละ 200 ตัวต่อ 1 กะ (Shift) หากทำ 2 กะ จะสามารถทำได้ถึงวันละ 400 ตัว แต่ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตได้เพียง “เดือนละ 200 ตัว” เท่านั้น เนื่องจากติดปัญหาขาดสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนอย่างหนัก’

ดาวุฒิ อดุลย์ กำไลทอง กรรมการผู้จัดการบริษัท เรียล แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด (Real Z Consultant) ผู้บริหารฝ่ายการตลาดโรงงานแปรรูปโคฮาลาลสดชุมพร เปิดเผยว่า โรงงานแปรรูปโคฮาลาลสดชุมพร เป็นโรงงานแปรรูปโคฮาลาลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน

​โรงงานนี้ได้รับสัมปทานจากกรมปศุสัตว์ ให้เข้ามาบริหารจัดการเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยปัจจุบันเพิ่งเริ่มดำเนินงานมาได้ประมาณ 3 ปี

​เดิมทีโรงงานถูกทิ้งร้างมานานเกือบ 20 ปี ทางบริษัทจึงต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงกว่า 100 ล้านบาทในการทำ Rebuild และ Renovate ปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

​ในด้านเทคโนโลยีและการันตีมาตรฐาน แม้ตัวโครงสร้างจะสร้างมาเกือบ 30 ปี แต่ผู้ตรวจสอบ (Auditor) จากออสเตรเลียและเบลเยียมระบุว่า เทคโนโลยีของโรงงานนี้ก้าวล้ำล่วงหน้าไปถึง 50 ปี ซึ่งถือว่าทันสมัยและดีกว่าหลาย ๆ แห่งในยุโรปหรือออสเตรเลียเสียด้วยซ้ำ

​ศักยภาพการผลิตกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

​ศักยภาพ (Capacity)
โรงงานมีความสามารถในการเชือดและแปรรูปโคได้วันละ 200 ตัวต่อ 1 กะ (Shift) หากทำ 2 กะ จะสามารถทำได้ถึงวันละ 400 ตัว แต่ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตได้เพียง “เดือนละ 200 ตัว” เท่านั้น เนื่องจากติดปัญหาขาดสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนอย่างหนัก

วิกฤตเงินทุนหมุนเวียนและระบบเครดิตเทอม

​การซื้อขายในธุรกิจนี้มีข้อจำกัดสูง คือ เวลาซื้อโคจากเกษตรกรทางโรงแปรรูปฯจำเป็นต้องจ่ายเป็น “เงินสด” และวัวเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีมูลค่าสูงมาก (ปัจจุบันราคาโคมีชีวิตปรับตัวสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 60-70 บาท ขึ้นมาเป็น 90 บาท ทำให้วัว 1 ตัวมีราคาเฉลี่ยราว 50,000 บาท)

​ในทางกลับกัน เวลาขายผลผลิตให้แก่คู่ค้ารายใหญ่ เช่น ห้าง Modern Trade (แม็คโคร, โลตัส) หรือกลุ่ม Food Service ทั่วประเทศ ทางโรงงานจำเป็นต้องให้ “เครดิตเทอม” ยาวนานถึง 2 เดือน

​นอกจากนี้ การขายให้ห้างใหญ่จำเป็นต้องมีการสต็อกสินค้า (Stock) ล่วงหน้าเป็นเดือน เพื่อให้พร้อมส่งภายใน 7 วันเมื่อมีคำสั่งซื้อ หากไม่มีเงินสดไปซื้อวัวมาเชือดเตรียมไว้ล่วงหน้าก็จะไม่สามารถรับออเดอร์ได้

ดาวุฒิ คำนวณให้เห็นภาพว่า หากต้องการเดินเครื่องผลิตเพียงแค่วันละ 50 ตัว (ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพจริงมาก) จะต้องใช้เงินซื้อวัววันละ 2.5 ล้านบาท เมื่อคิดเป็นรายเดือนและต้องรอเงินหมุนเวียนจากเครดิตเทอม 2 เดือน บวกเวลาผลิต รวมแล้วต้องใช้เงินหมุนเวียนสูงถึงเกือบ 200 ล้านบาท และหากจะเดินเครื่องเต็มกำลัง 200 ตัวต่อวัน จะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงถึง 600-700 ล้านบาท

​โครงสร้างต้นทุนและโอกาสทางการตลาด
​โรงงานมีภาระต้นทุนรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ (ราคาโคที่สูงขึ้น), ต้นทุนการผลิตภายในโรงงานขนาดใหญ่ (ค่าไฟ, ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับระบบบอยเลอร์), ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และต้นทุนการตลาด

​ต้นทุนที่หนักมากอีกส่วนหนึ่งคือ “ระบบโลจิสติกส์” เนื่องจากต้องขนส่งสินค้าแช่เย็นแช่แข็งจากจังหวัดชุมพรไปกระจายสินค้าที่ศูนย์ในกรุงเทพฯ เพื่อส่งต่อไปทั่วประเทศ

​อย่างไรก็ตาม ทางผู้บริหารไม่ได้กังวลเรื่องต้นทุนการผลิตเพราะสามารถปรับราคาขายตามกลไกตลาดได้ และขอยืนยันว่า “ตลาดเนื้อวัวในไทยบิ๊กบูมมาก” คนรุ่นใหม่นิยมบริโภคเนื้อวัวสูง มีความต้องการจากห้างสรรพสินค้าเข้ามาตลอดรายละ 20-30 ตันต่อเดือน แต่โรงงานต้องปฏิเสธไปเพราะไม่มีสินค้าส่งให้

​ที่ผ่านมา โรงงานแห่งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะแต่เดิมห้างสรรพสินค้าไทยต้องนำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียเนื่องจากในไทยไม่มีโรงงานที่ได้มาตรฐานและผลิตได้ต่อเนื่อง พอมีโรงงานนี้ห้างต่าง ๆ ก็หันมาซื้อเนื้อไทย แต่พอโรงงานขาดทุนหมุนเวียนจนไม่มีสินค้าส่งให้ ห้างเหล่านั้นก็เริ่มไม่มั่นใจและอาจต้องกลับไปนำเข้าจากออสเตรเลียตามเดิม ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสของประเทศอย่างมาก

​อุปสรรคในการหาแหล่งเงินทุน

ทางโรงงานไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เนื่องจากติดกฎเกณฑ์และระเบียบที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เช่น ข้อกำหนดที่งบการเงินต้องไม่ขาดทุน หรือต้องมีกำไรต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งในความเป็นจริงธุรกิจที่เพิ่งลงทุนปรับปรุงและเปิดตัวปีแรก ๆ ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขที่เพอร์เฟกต์ขนาดนั้นได้ กลายเป็นว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นช่วยเหลือนายทุนใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ช่วย SME ที่กำลังเติบโต

​สิ่งที่โรงงานต้องการจากธนาคารไม่ใช่เงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) ทั่วไป แต่ต้องการ “ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N – Promissory Note)” เพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบ (ตัวโค) โดยเฉพาะ

​พันธมิตรและนักลงทุนภายนอก
การเจรจากับห้างสรรพสินค้าที่เป็นคู่ค้า ห้างก็เน้นทำหน้าที่ขายอย่างเดียว ไม่ถนัดมาร่วมลงทุนในไลน์ผลิต ส่วนนักลงทุนในประเทศที่เป็นคนต่างศาสนาก็มักจะกังวลเรื่องบาปบุญเนื่องจากเป็นการฆ่าสัตว์ใหญ่ หรือบางส่วนไม่มั่นใจในตัวเลขการหมุนเวียนของธุรกิจเนื้อวัว ด้านนักลงทุนต่างชาติก็มีความกังวลและขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำให้การหาผู้ร่วมทุนเป็นไปได้ยากและเสียเวลา

​ข้อเสนอแนะและสิ่งที่อยากฝากถึงภาครัฐ

​ส่งเสริมให้ถูกจุด (ตลาดนำการผลิต)
ภาครัฐมักจะส่งเสริมให้เกษตรกรต้นน้ำเลี้ยงและขุนโค แต่กลับไม่ได้มาช่วยสนับสนุนส่งเสริมที่ปลายน้ำหรือภาคตลาด ทั้งที่ปัจจุบันโรงงานมีตลาดรองรับพร้อมแล้วแต่ขาดแรงผลักดันด้านเงินทุน หากภาครัฐหันมาช่วยขับเคลื่อนให้โรงงานปลายน้ำเดินหน้าได้ เงินก็จะหมุนเวียนกลับไปสู่เกษตรกรทั้งระบบ ทำให้เกษตรกรมีที่ขายวัว มีเงินไปซื้อปุ๋ย ซื้ออาหารสัตว์ และเลี้ยงวัวต่อไปได้

​ช่วยผู้ประกอบการรายเดิมที่มีศักยภาพ: อยากให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายจากการมุ่งสร้าง “ผู้ประกอบการใหม่” มาเป็นการเยียวยาและช่วยเหลือ “ผู้ประกอบการรายเดิมที่มีอยู่แล้ว” และมีศักยภาพ มีประสบการณ์ เจ็บมาเยอะแต่กำลังติดขัดเรื่องทุน หากช่วยให้ SME เหล่านี้อยู่รอดได้ ก็จะช่วยรักษาเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้พังทลาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอุตสาหกรรม “ฮาลาล” ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากและควรได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง

ติดตามรายละเอียดตามคลิปYoutube

​#โรงแปรรูปโคชุมพร
#อดุลย์กำไลทอง