หน้าแรก เศรษฐกิจ/ธุรกิจ แฉรัฐ-ทุนพลังงานรุมกินโต๊ะปชช.หนุนเลิกอิงราคาสิงคโปร์ ยุบกองทุนน้ำมัน กฟผ. เลิกอยู่ใต้กกพ.

แฉรัฐ-ทุนพลังงานรุมกินโต๊ะปชช.หนุนเลิกอิงราคาสิงคโปร์ ยุบกองทุนน้ำมัน กฟผ. เลิกอยู่ใต้กกพ.

สภาที่3 ลากไส้นโยบายน้ำมัน ‘รสนา’ ตอกย้ำโรงกลั่นในไทยแต่ยึดราคาสิงคโปร์ มีเงินกินเปล่าปีละ 2.4 หมื่นล้านบาท ชี้ก.คลัง-เอกชน-กองทุนน้ำมัน รุมกินโต๊ะประชาชน ด้าน ‘มล.กรณ์กสิวัฒน์’ อัดทุนกุมรัฐปล้นถูกกฎหมายพลังงานแพงทำให้ประเทศอยู่ปากเหว ไทยรั้งท้ายอาเซียนยืนคู่เขมร ชงยกเลิกกม.เจ้าปัญหา ไฟเขียวขรก.นั่งบอร์ดธุรกิจ เปรียบให้กรรมการกลางเป็นผู้เล่นเอง ขณะที่ ‘อรรถวิชช์’ หนุนเลิกยึดราคาน้ำมันสิงคโปร์ ยุบกองทุนน้ำมัน ตั้งคลังน้ำมันแห่งชาติแทน เล็ง แก้กม. กฟผ. ไม่ให้อยู่ใต้อาณัติ กกพ. เปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สภาที่ 3 จัดเวทีเสวนา ตรวจสอบนโยบายพลังงานของรัฐบาล หัวข้อ คอร์รัปชันพลังงาน กักตุนน้ำมันขึ้นราคา :

รัฐบาลทำเพื่อประชาชนหรือกลุ่มทุน? ถ่ายทอดสดผ่าน เพจเฟซบุ๊ก สภาที่สาม – The Third Council Speaks โดยมีน.ส. รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค และอดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพฯ ม.ล.กรณ์กสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และแกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) และ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมอภิปราย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ผู้ก่อตั้งสภาที่ 3 กล่าวเปิดเสวนา นายเมธา มาสขาว ดำเนินรายการ

โดยน.ส.รสนา กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เพราะคนไทยต้องใช้น้ำมันแพงกว่าการที่โรงกลั่นในไทย 5 โรง ส่งไปขายในต่างประเทศ โรงกลั่นในไทยยึดราคาน้้ำมันสำเร็จของสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันที่คนไทยใช้อยู่กลั่นภายในประเทศ ฉะนั้น คนไทยจึงต้องจ่ายค่านำเข้าน้ำมัน อยู่ที่ลิตรละ 40 สตางค์ จากข้อมูล ประเทศไทยกลั่นน้ำมันอยู่ที่ปีละ 6 หมื่นล้านลิตร เมื่อคูณกับค่านำเข้า หรือที่เรียกว่าค่ากินเปล่าให้แก่โรงกลั่น เป็นจำนวนเงินถึงปีละ 2.4 หมื่นล้านบาท และในความเป็นจริงเกิน 5 แสนล้านบาทไปแล้ว ดังนั้น เงินกินเปล่าต้องยกเลิก แต่จนถึงปัจจุบันก็ไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด

น.ส.รสนา ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทำให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันแพงทั่วโลก หลายฝ่ายเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้กำหนดเพดานของค่าการกลั่นในช่วงเกิดวิกฤต เพราะประเทศยังไม่มีการเก็บภาษีลาภลอย กระบวนการทำน้ำมันดิบให้เป็นน้ำมันสำเร็จรูป จากทำของดิบให้เป็นของสุก มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เรียกว่าค่าการกลั่น ตามมาตรฐานสิงคโปร์ อยู่ที่ 4-7 เหรียญต่อบาร์เรล หรืออยู่ที่ลิตรละ 0.80 – 1.40 บาท แต่โรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพจะใช้อยู่ที่ 2 เหรียญ ส่วนที่เหลือเป็นกำไร

“กำไรของโรงกลั่นที่เหมาะสม ไม่เกิน 7 เหรียญ แต่เมื่อเกิดวิกฤตสงครามทำให้เกิดความต้องการซื้อน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ราคาสูงขึ้นเกินกว่า 7 เหรียญ โดยในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ขึ้นไปถึง 17.50 บาท หรือ 87 เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเก็บภาษีลาภลอย เพื่อลดราคาน้ำ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือลักษณะเช่นนี้ ฉะนั้น จึงได้เห็นกำไรโรงกลั่นสูง 200-900 เปอร์เซ็นต์ เป็นกำไรที่เกิดจากค่าการกลั่นและสต๊อกน้ำมันดิบของเดิมก่อนเกิดสงคราม”

ส่วนกรณีรัฐบาลระบุว่าได้เก็บเงินจากโรงกลั่นมา 8.3 พันล้านบาทนั้น น.ส.รสนา มองว่า เป็นจำนวนเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกำไรของโรงกลั่น จำนวน 1.1 แสนล้านบาท จนถึงปัจจุบันเอกชนก็ยังได้กำไร แต่ประชาชนยากลำบาก รวมถึงขณะนี้ราคาน้ำมันดิบแทบจะกลับสู่ภาวะเดิมก่อนเกิดวิกฤตสงคราม แต่ราคาน้ำมันไทยก็ลดลงมาอย่างช้าๆ ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์

นอกจากนี้ น.ส.รสนา ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการเช็คสต๊อกก่อนที่จะให้ขึ้นราคาน้ำมัน จากการประเมินของนายโสภณ สุภาพงษ์ ทำให้เอกชนมีกำไรอย่างน้อย 1.2 แสนล้านบาท สิ่งที่สำคัญคือเมื่อไม่เช็คสต๊อกทำให้ปั๊มน้ำมัน และจ็อบเบอร์กักตุนน้ำมัน และได้กำไรที่ไม่ควรได้ หลายคนสงสัยว่าเป็นการถอนทุนการเลือกตั้งใช่หรือไม่

อดีตสว. ระบุด้วยว่า กองทุนน้ำมันเป็นกล่องมายากลที่ไว้ใช้สำหรับล้วงกระเป๋าประชาชน เพื่อประกันกำไรให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันทั้งระบบ กฎหมายมีวัตถุประสงค์ให้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊ม ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวน แต่กองทุนน้ำมันไม่ค่อยได้ใช้กับกรณีดังกล่าว เพราะน้ำมันเบนซินถูกปล่อยลอยตัวไปกับราคาตลาดโลกนานแล้ว แต่เวลาราคาน้ำมันโลกลดลง กลับไม่ลดตาม แล้วนำส่วนต่างตรงนั้นไปเก็บไว้ในกองทุน เพื่อนำเงินคนใช้น้ำม้นเบนซินไปชดเชยให้กับดีเซล

“ประชาชนถูกรุมกินโต๊ะโดย 3 ส่วน จากกระทรวงการคลัง เอกชน และกองทุนน้ำมัน สรุปว่า กระบวนการพลังงานเกิดการผ่องถ่ายความร่ำรวยให้เอกชน โดยให้ประชาชนแบกรับ”น.ส.ระบุ

ด้าน ม.ล.กรณ์กสิวัฒน์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันไทยแพงกว่าเวียดนาม ทั้งเบนซิน โซฮอล และดีเซล นี่คือการปล้นที่ถูกกฎหมาย ไม่บริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน วันนี้ประเทศไทยอยู่ปากเหว ทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าของไทย แพงกว่าคู่แข่งทางเศรษฐกิจ นักลงทุนต่างชาติเห็นจึงไม่อยากลงทุนในไทย และไม่แปลกที่เวียดนามจะเติบโตกว่าประเทศไทย น้ำมันคือต้นทางของเศรษฐกิจ เหมือนเลือดเป็นพิษก็ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง

“ราคาน้ำมันของไทย เกิดจากการสมมติว่าไม่มีโรงกลั่นในประเทศไทย แต่ความจริงคือมีโรงกลั่นในประเทศ และให้บวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าปรับปรุงคุณภาพ ค่าสูญเสียระหว่างขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย ทั้งที่ทุกอย่างผลิตที่ไทย ไม่ได้มาจากสิงคโปร์ ทั้งหมดคือทิพย์ คือลาภลอย ลาภลอยไม่ผิดตั้งแต่แรกช่วงปี40 เริ่มตั้งโรงกลั่น เพื่อจูงใจในการตั้งโรงกลั่น แต่ถามว่าบวก 7 ปีพอหรือไม่ จนถึงตอนนี้นับเป็นเวลา 30 ปี ยังไม่เลิกบวก ไม่มีใครอยู่ข้างประชาชนจริงๆแม้แต่คนเดียว” ม.ล.กรณ์กสิวัฒน์ กล่าว

“ค่าการตลาดควรอยู่ที่ 1.50 บาท บวกลบ แต่ไม่เคยมีใครทำตาม ส่วนใหญ่ทำ 2-3 บาท ค่าการตลาดทุก 1 บาท คือ 3.6หมื่นล้านบาท เขาทำแบบไม่เกรงใจ รัฐเหมือนลูกกระจ๊อก ถามว่าวันนี้ทุนกุมรัฐ(State Capture) หรือรัฐกุมทุน ตอบเลยว่าวันนี้ ทุนกุมรัฐเพื่อสร้างกำไร ถ้าเป็นเช่นนี้ประเทศไทยพังหรือไม่ ยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีทางสู้ประเทศอื่นในอาเซียนได้อย่างแน่นอน รัฐถูกจับกุมตัวไว้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นประเทศลักษณะนี้จะไปไม่รอด ค่อยๆแพ้ทีละชาติ สุดท้ายไทยจะยืนคู่กับกัมพูชา”

นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เสนอทางออกว่า นอกจากแก้จิตสำนึกของนักการเมืองแล้ว ต้องยกเลิกพ.ร.บ.มาตรฐานคุณสมบัติกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะเป็นตัวปัญหาให้ข้าราชการไปนั่งในบอร์ดของธุรกิจได้ กลายเป็นว่าทำให้กรรมการกลางเป็นผู้เล่นได้ด้วย เพราะได้โบนัส ไทยเป็นทุนนิยมพลังงานผูกขาดที่ไม่มีวันเลิกได้ เพราะเป้าหมายออกแบบมาเพื่อความมั่งคั่งของกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจ ประเทศไทยอยู่ในวงจรที่ดำดิ่ง เศรษฐกิจประเทศไทยจะเจริญเติบโตต่ำ หากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงคิดว่าหายนะจะมาเยือนในไม่ช้า

ขณะที่ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ไทยต้องไม่อ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพราะตราบใดที่มีประธานาธิบดีชื่อโดนัล ทรัมป์ ราคาน้ำมันปั่นป่วนได้ตามใจประธานาธิบดี เป็นตลาดสั่งได้ ปัจจุบันไทยไม่ได้ต้องการโรงกลั่นถึง 6 โรงแล้ว และถึงเวลากำหนดราคาของตัวเองได้แล้ว กระทรวงพลังงานได้รับการจัดสรรงบประมาณปีละ 2 พันล้านบาท น้อยที่สุดใน 20 กระทรวง แต่เป็นกระทรวงอันดับที่สอง ที่ทำรายได้แก่ประเทศสูงสุด รองจากกระทรวงการคลัง เท่านั้น
“เมื่อไม่มีกองทุนน้ำมัน ควรตั้งเป็นคลังน้ำมันแห่งชาติ เก็บค่าภาคหลวงจากโรงกั่นเป็นน้ำมัน เวลาน้ำมันแพง รัฐสามรรถนำน้ำมันมาเติมได้ แต่ปัจจุบันใช้เงินไปชดเชยราคาน้ำมัน ซึ่งชดเชยเท่าไหร่ก็ไม่พอ อีกทั้งยังมีประเด็นให้พิจารณาด้วยว่าสามารถใช้เงินกองทุนชดเชยกำไรให้แก่โรงกลั่นได้หรือไม่”

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงค่าไฟฟ้า ว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เขียนทีโออาร์ ไม่ให้กฟผ.ประมูลผลิตไฟฟ้า 8,300 เมกะวัตต์ ถือเป็นการบอนไซไม่ให้รัฐวิสาหกิจของไทยสร้างรายได้ให้กับประเท และเอื้อให้เอกชนผูกขาด โดยขณะนี้กำหนดให้กฟผ. ผลิตได้เองเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 70 เปอร์เซ็นต์ให้เอกชนทำ ถามว่าแบบนี้กฟผ.จะได้กลับมาเป็นเสือออกล่าได้อีกครั้งเมื่อใด และยังเป็นความของชาติได้อีกหรือไม่

“สิ่งที่ผมในฐานะสมาชิกนิติบัญญัติทำได้ คือ แก้กฎหมายไม่ให้กฟผ. อยู่ภายใต้ กกพ. และถึงเวลาแล้วต้องรื้อโครงสร้างของกกพ. รวมถึงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี พร้อมสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในทะเลฝั่งอันดามัน เพราะก๊าซในอ่าวไทยจะหมดในอีก 6 ปี รัฐบาลต้องเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ โดยผมได้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวไว้เรียบร้อยพร้อมพิจารณาในสมัยประชุมสภาหน้า”นายอรรถวิชช์ กล่าว

#ราคาน้ำมัน #อิงสิงคโปร์