เจาะลึก “ปืนทาโวร์” (Tavor) อาวุธสงครามพันธุ์โหดในมือคนร้าย มาจากไหน-หลุดไปได้อย่างไร?
จากเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายบุกถล่ม จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ปรากฏข้อมูลเรื่องชนิดอาวุธปืนสงครามที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงนำมาใช้อย่าง “ปืนทาโวร์” (Tavor TAR-21) หรือที่หลายคนเรียกว่า ปืนทาวเวอร์ ซึ่งเป็นอาวุธปืนเล็กยาวประจำการระดับมาตรฐานของกองทัพ จนเกิดคำถามใหญ่ในสังคมว่า อาวุธปืนระดับกองทัพชนิดนี้หลุดไปอยู่ในมือคนร้ายได้อย่างไร?
ปืนประจำการมาตรฐานกองทัพไทย ใช้“ปืนทาโวร์” (IMI Tavor TAR-21) เป็นปืนเล็กยาวทรง บูลพัพ (Bullpup) สัญชาติอิสราเอล ที่กองทัพบกไทยได้จัดซื้อเข้าประจำการตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2550–2552 โดยตั้งชื่อรหัสทางราชการว่า “ปืนเล็กยาว แบบ 50” (ปลย.50)
ด้วยขนาดที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา คล่องตัวสูง และยิงเจาะเกราะได้ดี กองทัพจึงนำมาจ่ายย้ายประจำการให้แก่กำลังพลหน่วยต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและทหารพรานที่ปฏิบัติภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เส้นทางที่อาวุธปืนทาโวร์หลุดไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ ส่วนใหญ่มาจาก “การปล้นและฉวยโอกาสยิงปล้นอาวุธ (ปล้นปืน)” จากเจ้าหน้าที่ในอดีต
การปล้นฐานปฏิบัติการและจุดตรวจ ในหลายเหตุการณ์ปะทะหรือการเข้าโจมตีฐานค่ายทหาร/จุดตรวจในอดีต (เช่น เหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิยสโมสร หรือเหตุโจมตีฐานปฏิบัติการต่างๆ) กลุ่มคนร้ายมักจะยึดและกวาดอาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บกลับไปด้วย
เมื่อก่อเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ขณะลาดตระเวนสำเร็จ คนร้ายจะเข้ากวาดเอาอาวุธปืนประจำกาย (ซึ่งมีทั้ง Tavor, M16 และ AK-47) นำไปสะสมไว้ในคลังอาวุธใต้ดินเพื่อใช้หมุนเวียนในการก่อเหตุครั้งต่อๆ ไปี
ปืนทาโวร์ที่ถูกนำมาก่อเหตุ จึงเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่เคยเป็นอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถูกปล้นยึดไปใช้เป็นอาวุธสังหารย้อนกลับมาหันใส่เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งวงจรการปล้นปืนแล้วนำกลับมาระเบิดศึกเช่นนี้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายความมั่นคงต้องเร่งตัดห่วงโซ่คลังอาวุธใต้ดินของกลุ่มผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว
#เหตุกราดยิง
#ทหารพราน
#ปืนทาโวร์



