แฉเบื้องลึก “ชาบัดป่าตอง” จากปมสถานที่ศาสนกิจปิดมิดชิด สู่เครือข่ายทุนต่างชาติแปลงสัญชาติ-นอมินีซ่อนรูป 361 บริษัท
สำนักข่าวไทย ได้เผยแพร่สกู๊ปข่าว เกี่ยวกับชาบัดศาสนสถานของชาวยิวในภูเก็ต ระบุว่า ชาบัดสถานที่ประกอบศาสนกิจ “ชาบัด” (Chabad) ของชาวยิวอิสราเอล ตั้งอยู่บนถนนราชอุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงการปิดกั้นพื้นที่อย่างมิดชิด จนเกิดคำถามเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพร้อมขยายผล กลับพบโครงสร้างธุรกิจซับซ้อนที่โยงไปถึงการถือสัญชาติไทยและการเป็นนอมินีของทุนต่างชาติ
รัฐยันไม่มีเขตยกเว้น “ชาบัด” ต้องอยู่ใต้กฎหมายไทย
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวด้วยตนเอง พร้อมระบุชัดเจนว่า ชาบัดไม่ได้มีสถานะเป็นพื้นที่เอกสิทธิ์หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาติใดทั้งสิ้น แต่เป็นพื้นที่ของประเทศไทย และต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยเหมือนสถานที่ทั่วไปทุกประการ
จากศูนย์ศาสนกิจ สู่ธุรกิจ “ร้านอาหารโคเชอร์” แปดหลัก
จากการตรวจสอบอาคาร 5 ชั้นของชาบัดป่าตอง พบว่าไม่ได้มีเพียงพื้นที่ทำพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเปิดเป็นร้านอาหารตามหลักโคเชอร์ ซึ่งจดทะเบียนในนาม บริษัท เดอะ โคเชอร์ เพลส (ไทยแลนด์) จำกัด ทุนจดทะเบียนสูงถึง 30 ล้านบาท โดยสาขาที่ป่าตองถือเป็นสาขาที่ 4 จากทั้งหมด 10 สาขาทั่วประเทศ และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
พบพิศดาร! กรรมการบริหารได้ “สัญชาติไทย” ยกแผง
จุดที่ทำให้ชุดสืบสวนต้องขยายผลหนัก คือโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ซึ่งพบว่ากรรมการบริหารชาบัดทั้งหมดเป็นอดีตชาวอิสราเอลและอเมริกันที่ได้รับสัญชาติไทยในภายหลัง
จากการตรวจสอบเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 ราย ซึ่งมีสถานะเป็นแรบไบ (ผู้นำทางจิตวิญญาณชาวยิว) พบว่าไม่ได้เป็นคนไทยโดยกำเนิด แต่เป็นการแปลงสัญชาติ โดยมีอย่างน้อย 2 รายที่ได้รับการอนุมัติสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ในยุคของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
แม้การได้รับสัญชาติไทยจะทำให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิ์ตามกฎหมายเทียบเท่าคนไทย แต่ประเด็นที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งไล่เบียง คือ การใช้สถานะความเป็นคนไทยนี้ ไปเป็นเครื่องมืออำพรางสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของทุนต่างชาติหรือไม่
ลุยล้างบางเครือข่ายนอมินี 361 บริษัท 6 เมืองท่องเที่ยว
รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และชุดสืบสวน ได้ขยายผลจนพบรายชื่อบริษัทที่เข้าข่ายเป็น “นอมินี” รวมแล้วกว่า 361 บริษัท ซึ่งกระจายตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ทั้ง กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, สมุย, พังงา, ปาย และเชียงใหม่
พฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่จับตา คือการใช้คนสัญชาติไทย (ทั้งไทยโดยกำเนิดและแปลงสัญชาติ) เข้ามาถือหุ้นบังหน้า เพื่อเปลี่ยนสถานะบริษัทให้กลายเป็น “นิติบุคคลไทย” ทำให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมาย เข้าไปครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือประกอบธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทย
ส่งสัญญาณรื้อกฎหมาย ปิดช่องโหว่ทุนข้ามชาติยึดเมือง
นอกจากนี้ ในพื้นที่รอบชาบัดยังพบย่านธุรกิจ ทั้งร้านอาหาร ร้านเช่ารถ ที่ใช้ภาษาฮิบรูสื่อสารเฉพาะกลุ่ม สะท้อนภาพการเติบโตของชุมชนและเครือข่ายธุรกิจต่างชาติในเมืองท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน
เหตุการณ์นี้กำลังบีบให้ภาครัฐต้องทบทวนกฎหมายการลงทุนและการถือครองทรัพย์สินของต่างชาติที่ใช้มานานหลายทศวรรษ เนื่องจากรูปแบบการเคลื่อนย้ายทุนในปัจจุบันซับซ้อนขึ้น จนเกิดช่องโหว่ให้ทุนข้ามชาติเข้ามาถือครองทรัพยากรของประเทศ
กรณี “ชาบัดป่าตอง” จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสถานที่ประกอบศาสนกิจ หรือตัวบุคคล แต่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่บีบให้รัฐบาลไทยต้องเร่งปราบปรามนอมินี และยกกระชับกฎหมาย เพื่อปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง



