ร.ต.นที (บัง) ทนุวงษ์ จากมุสลิมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องศาสนา เชื่อในเครื่องรางของขลัง จึงเปลี่ยนนับถือพุทธ

1990

ร.ต.นที (บัง) ทนุวงษ์ จากมุสลิมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องศาสนา เชื่อในเครื่องรางของขลัง จึงเปลี่ยนนับถือพุทธ

“บทความ” จาก..หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 3 ของวัดจันทาราม (ท่าซุง) ได้ลงบทความเกี่ยวกับชีวิตของ ร.ต.นที(บัง) ทนุวงษ์ เล่าถึงการเข้านับถือพุทธศาสนา ระบุว่า ผมนับถือศาสนาอิสลามมาแต่กำเนิด มีความเคร่งครัดต่อศาสนาอิสลาม ตั้งแต่เด็กๆ เป็นต้นมา (เกิดปี 2492) ครั้นอายุได้ 18 ปี จิตใจเริ่มค่อยๆ หันเหไปสนใจเรื่องการไปดูการเข้าทรงเจ้า แต่ก็ยังเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเช่นเดิม จวบจนได้พบหลวงพ่อ ศรัทธาในพระราชพรหมยาน วัดท่าซุงแล้วได้เกิดความศรัทธามั่นคง จึงได้หันมานับถือศาสนาพุทธ …และเมื่อคราวที่มีการอุปสมบทพระภิกษุจำนวน 180 รูปที่วัดท่าซุง เพื่อถวายกุศลให้แก่หลวงพ่อในคราวนั้น ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมการอุปสมบทในครั้งนั้นด้วย ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า ผมมีความเคารพศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
การพบหลวงพ่อในชีวิตนี้ ถ้าดูผิวเผินคล้ายกับเป็นการบังเอิญ แต่ถ้าพูดกันตามหลักแล้ว คิดว่า เป็นเพราะเคยได้ร่วมบุญกับหลวงพ่อมาแต่ปางก่อน จึงส่งผลให้ผมโชคดีที่ได้เกิดมาพบหลวงพ่อในชาตินี้ และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เกิดมาร่วมบุญกับหลวงพ่อ กาลในตั้งแต่ในอดีตชาติทุกๆ ชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้ หากผมได้เคยได้ล่วงเกินหลวงพ่อ หรือได้ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย มีหลวงพ่อปู่ปานและหลวงพ่อเป็นที่สุด ด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี หรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดยกโทษให้แก่ผม จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพานเทอญ ผมต้องขอขอบพระคุณ และจารึกพระคุณของ พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต นายเก่าของผม และ พ.ต.ท.อรรณพ กอวัฒนา ที่ทำให้ผมได้เข้ามาพบแสงสว่างจากหลวงพ่อ

ต่อไปนี้ผมขอเล่าเหตุการณ์บางตอนเมื่อผมได้พบหลวงพ่อ ประมาณปี 2519 พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต นิมนต์หลวงพ่อไปที่ บก. สน. สนามเสือป่า ตอนนั้นหลวงพ่อจะไปทุ่งสง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นิมนต์หลวงพ่อไปร่วมพิธีเปิดอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ที่ค่าย ตชด. ขณะที่หลวงพ่อไปฉันเพล ช่วงที่หลวงพ่อเดินผ่านหน้าผมไป พอท่านเดินผ่านหน้าผมไปแล้ว (ผมเป็นจ่าทหารอยู่ที่นั่น) ผมก็นึกในใจว่า “เอ๊ะ พระองค์นั้นถูกชะตา” ผมก็ไปถาม ร.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา (ยศขณะนั้น) ปัจจุบันคือ พ.ต.ท.อรรณพ กอวัฒนา ว่า “พระองค์นี้…เป็นใคร? แล้วท่านจะเดินทางไปไหน?” ตอนนั้น เรื่องพระกับผมไม่ค่อยถูกโฉลกกันเท่าไร (แต่ผมก็มีใจรักทางนี้อยู่บ้าง) เพราตอนนั้น ผมไปหลงการเข้าทรงเจ้าอยู่ พอผมถามพี่อรรณพแล้ว พี่อรรณพบอกว่า หลวงพ่อจะไป ตชด. ที่ทุ่งสง
ผมเลยถามพี่อรรณพว่า “ผมจะติดตามหลวงพ่อไปได้ไหม” พี่อรรณพบอกว่า “ให้ไปขออนุญาตจากนาย คือ พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต”

ผมก็เข้าไปขออนุญาต (ระหว่างคอยนาย ผมก็เตรียมเสื้อผ้าพร้อมปืนทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมที่จะร่วมออกเดินทางได้เลย)
นายบอกอนุญาตให้ไปได้ และสั่งเลยว่าให้ผมติดตามหลวงพ่อไปตลอด เมื่อติดตามไปตลอดแล้ว ต่อมานายคือ พล.อ.ทวนทอง ก็อนุญาตให้ผมไปอยู่วัดท่าซุงได้ ให้ไปเฝ้าหลวงพ่อ ตอนไปอยู่ที่วัดท่าซุง ช่วงที่หลวงพ่อฉันเพลแล้ว พอฉันเพลเสร็จ หลวงพ่อก็เข้าพักในห้องทำงาน (จำวัด) ที่ข้างวัดคือโรงเรียนซึ่งอยู่ติดกับวัดท่าซุง มีเสียงปืนดังขึ้น ผมก็ออกไปห้ามเขา บอกเขาว่าหลวงพ่อกำลังพักผ่อน พอไปห้ามเขาแล้ว ผมก็เดินกลับมานั่งพักที่หน้าห้องพักหลวงพ่อ สักพัก เขา (คนที่ยิงปืน) ก็มาหาพี่สมนึก ถามว่า คนใส่แว่น (คือตัวผม) นี่เป็นใคร? เพราะเขารู้จักพี่สมนึกดี พี่สมนึกก็โทรศัพท์มาตามผมว่า “เฮ้ย บัง มีคนมาตามหาต้องการพบอยู่ที่หน้าวัด”
ระหว่างนั้น ผมก็เตรียมปืนอยู่ หลวงพ่อกำลังนอนพักอยู่ในห้องส่วนตัวของท่าน อยู่ๆ ท่านก็เดินออกมาลักษณะคนเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ หน้าตายังบวมอยู่ ท่านมาหาผมแล้วพูดว่า “เฮ้ย พวกเดียวกัน” แล้วท่านก็พาผมไปรู้จักกับเขา จับมือกัน ไม่มีเรื่องกัน เพราะพวกนั้นกำลังเมาเหล้ากันอยู่ ผมไปห้ามพวกนี้ เขาท้าผมไปยิงกันหน้าวัด (ตอนที่ท้านั้น ท้าตอนผมไปห้ามเขาครั้งแรกที่โรงเรียน) เมื่อจับมือกันแล้วหมดเรื่องหมดราวกัน ก็ได้เข้าใจกัน

ตอนนั้นผมมีความมั่นใจอยู่ว่า หลวงพ่อต้องเก่ง คุ้มครองผมได้ ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจเรื่องนรก สวรรค์ เทวดาเท่าไร เพราะยังมีความคิดเก่าๆ อยู่ ช่วงนั้นเริ่มมีความคิดค่อยๆ เปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ เกิดความศรัทธาหลวงพ่อ แต่ก็ยังมีออกนอกลู่นอกทาง แต่ผมก็เริ่มมั่นคงขึ้น ประมาณปี พ.ศ.2520 – 2521 หลวงพ่อเดินทางไป จ.ยะลา น้าเหม่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางของคณะศิษย์หลวงพ่อที่ติดตามขบวนของหลวงพ่อไป ระหว่างเดินทางกลับจากยะลา ลงมาพักที่โรงงานปลาป่น ที่ จ.ชุมพร ช่วงเย็น หลวงพ่อนัดเวลาว่าจะลงมาเดินเล่น และรับแขกคุยกับลูกหลาน ท่านก็บอกว่า จะลงมาประมาณ 6 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม พวกผมก็นั่งอุดประตูบันได ไม่ได้ไปไหน มีผม มีนายดาบตระกูล มีจ่าสาย พี่เฮี้ยง ก็นั่งคุยจุกกันอยู่ตรงบันไดทางเดิน บ้านนั้นมีบันไดลงข้างเดียว ต้องลงทางบันไดที่พวกผมนั่งกันอยู่เพียงทางเดียว พวกผมอาบน้ำอาบท่า ไปนั่งรอหลวงพ่ออยู่ตรงนั้น ตั้งแต่ประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง นั่งคอยตรงที่นัดกัน ตรงประตูบันได ระหว่างคุยกันอยู่ ได้ยินเสียงหลวงพ่อหัวเราะอยู่ที่โรงครัว ที่แม่ครัวทำกับข้าวกันอยู่ พวกเราก็หน้าตาตื่นกัน ก็แปลกใจว่าพวกเรานั่งกันอยู่ที่นี่ หลวงพ่อไปที่ครัวได้ยังไง ถ้าลงบันไดมาก็ต้องเจอพวกผมก่อน นี่แสดงว่า หลวงพ่อท่านแสดงอะไรให้ดูเป็นแน่ ช่วงนั้นผมยังมีความสงสัยอะไรอยู่ ท่านคงแสดงให้ผมหายสงสัยแน่ๆ ว่า ท่านเป็นพระที่พวกเราทิ้งท่านไม่ได้ ไม่ต้องไปหาใครอีกแล้ว พอไปเจอหลวงพ่อ ก็ไปถามท่านว่าท่านลงมาได้ยังไง
ท่านตอบว่า “พวกนั่งหลับกันเองแหละ เลยไม่เห็นกูลงมา” ก็หัวเราะกันแบบงงๆ

ผมมาประทับใจหลวงพ่ออีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ผมรักท่านมาก เรื่องหลวงพ่อห่วงคณะที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ใครก็ตามที่เดินทางร่วมคณะกับหลวงพ่อๆ ท่านจะไม่นอน ตอนนั้นท่านยังแข็งแรงกว่าตอนนี้ ท่านห่วงทุกคนที่เดินทางร่วมคณะว่า จะกินยังไง นอนยังไง จะมีอันตรายหรือเปล่าเพราะช่วงนั้นการเดินทางไปใต้ พวก ผกค. กำลังเผาสถานี อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี มีอันตรายมาก หลวงพ่อคอยสอดส่องดูแล เป็นห่วงเป็นใยทุกๆ คนว่า นอนกันยังไง กินกันยังไง แทนที่ท่านจะอยู่ในห้องพักผ่อนนอนสบายเมื่อถึงที่พัก ไม่มี ไม่ทำอย่างนั้น ท่านจะออกเดินตรวจดูทุกๆ คนว่า ได้พักอยู่กินกันแล้ว ท่านจึงจะยอมไปพัก

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ท่านชราภาพและป่วย ท่านก็ยังทำเช่นนี้อยู่ เป็นห่วงลูกหลานไม่คิดถึงตัวท่านเอง ห่วงที่จะสงเคราะห์ผู้อื่นจนวินาทีสุดท้าย

สมัยก่อนเวลาเดินทาง ผมจะคำนวณว่าระยะการเดินทางควรใช้เวลาเท่าไร เพื่อกะให้ท่านฉันเพลทันเวลา ครั้งแรกผมขับรถเหยียบประมาณไม่เกิน 120 กม. ต่อชั่วโมง จากกรุงเทพฯ – อุทัยธานี ผมจะเหยียบ 120 กม.ต่อชั่วโมง จะมาฉันเพลที่กรุงเทพฯ ที่บ้านซอยสายลม มาถึงเพลพอดี อีกคราวหนึ่ง พอขึ้นรถมาท่านก็บอกผมว่า “เฮ้ยไปแค่ 80 ก็พอ” ระยะทางเท่ากัน ระยะเวลาออกจากวัดเท่ากัน แต่มาถึงบ้านซอยสายลมเวลา 10.00 น. ถนนโล่งเหมือนกัน ก่อนหน้านั้น ท่านคุยเรื่องการย่นระยะทาง ตอนที่ท่านร่วมเดินทางกับหลวงปู่ปาน ท่านคุยให้ฟังว่า หลวงปู่เดินแป๊บเดียวถึงวัดแล้ว ผมก็นึกในใจว่า “แล้วหลวงพ่อจะย่นระยะทางได้หรือเปล่า?”

หลังจากที่ผมนึกเช่นนั้นแล้ว อีกประมาณ 1 เดือน ผมก็มาเจอเรื่องนี้ (เพราะงวดแรกที่ผมขับรถให้ท่านก็ขับเร็วฉิว พองวดหลังท่านมาสั่งว่าไปแค่ 80 พอ) ก็นึกในใจว่า จะไปทันฉันเพลหรือ? ขนาดขับ 120 กม./ชั่วโมง ยังไปถึงเพลพอดี ผมก็นึกในใจอย่างนั้น ปรากฏผมขับมาแค่ 80 กม./ชั่วโมง มาถึงบ้านซอยสายลมประมาณ 10 โมง 15 นาทีเท่านั้น เลยเชื่อว่าหลวงพ่อสามารถสอนผมแบบเอาอยู่หมัดเลย เพราะผมก็ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เจออย่างนี้ก็ต้องเชื่อ

มีอีกคราวหนึ่ง หลวงพ่อไปทอดกฐินที่วัดโขงขาว ประมาณปี 2529 พอทอดกฐินที่วัดโขงขาว (จ.เชียงใหม่) เสร็จ ก็เดินทางต่อไปยังสถานีวิทยุทหารอากาศ เชียงราย ไปพักที่นั่น ท่านจะเดินทางไปบวงสรวงพระธาตุจอมกิตติ พระธาตุดอยตุง ที่ จ.เชียงราย ก่อนที่ท่านจะป่วยหนัก (กลับมาท่านก็ป่วยหนักเลย) ระหว่างทาง อ.งาว กับศาลเจ้าพ่อประตูผา (อยู่ที่ อ.งาว) สองข้างทางจะเป็นภูเขากับเหว ทางก็คดเคี้ยว แต่ไม่ถึงกับคดเคี้ยวมากนัก ขบวนก็ผ่านเจ้าพ่อประตูผา ระหว่างที่จะผ่าน หลวงพ่อเคยสอนว่า “ให้คนขับรถนึกขอท่าน ให้รถทุกคันเดินทางโดยปลอดภัย”
พวกเราก็ทำตามกันหมด ทั้งนึกในใจและบีบแตร 3 ครั้ง ตามที่หลวงพ่อบอก คันที่ 1 ผ่าน คันที่ 2 ผ่าน คันที่ 3 ยางแตก ยางหน้าขวาแตก รถใหญ่ (เป็นรถบัส) ยางหน้าขวาแตก ปกติยางหน้าขวาแตกรถจะต้องลงเหว หน้ารถจะต้องเบนหัวรถไปทางขวา (ขวามือเป็นเหว) แต่แปลก พอยางแตกปั๊บ หัวรถเบนซ้ายหันหลังเข้าภูเขา หักซ้ายไปเกยกับหินที่ภูเขา รถจอดนิ่งอยู่พอดี พี่สมนึกเป็นคนขับ พี่สมนึกไม่ทันระวัง ยางนั่นเพิ่งซื้อใหม่ทั้ง 2 เส้นหน้า ปรากฏว่าถึงที่พักเชียงราย ก็นั่งคุยกันที่วง พี่แดง (พล.ต.ศรีพันธุ์ วิชชุพันธ์) ก็บอกว่า ผมแค่นึกแค่นั้นว่า “ยิ้ม กูแค่นึกเท่านั้นนะ ว่าจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน เอาเสียเลย ช่วงเหวลึกเสียด้วย” พี่แดงเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า “ผมแค่นึกเท่านั้นเอง” หลวงพ่อก็พูดว่า “ไอ้แดง (พล.ต.ศรีพันธ์) มันอยากลอง”

ตั้งแต่นั้นมา พอผ่านที่ตรงนั้น ลงจอดจุดประทัดกันเลย ปกติผมห้อยวัตถุมงคลชุดใหญ่ มีผ้ายันต์แดง ผ้ายันต์เกราะเพชร ลูกแก้ว พระตะกั่วที่หลวงพ่อทำกับมือ และรับกับมือท่าน ผมอัดกรอบเป็นอันเดียวกัน ไปไหนก็พกติดตัวตลอด ผมเป็นคนขับรถเร็ว ผมขับไม่ต่ำกว่า 120 ในช่วงที่ผมไม่ได้เดินทางกับหลวงพ่อ ช่วงเช้าผมจะขับรถไปทำงาน จะส่งลูกไปทำงาน ออกจากบ้านสายก็ต้องใช้ความเร็ว ช่วงจากบางกะปิมาแฮปปี้แลนด์ มีสะพานอยู่สะพานหนึ่ง พอเลยสะพานจะเป็นช่วงกลับรถได้ ผมขับรถมา รถข้างขวาติด มีช่องซ้ายไปได้ ผมก็แซงซ้ายออก ข้างหน้ามีรถบัส พอแซงซ้ายออกก็เจอรถบัส ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีรถบัส ผมก็หักขวาออกมาเลนขวาสุด พอพ้นตัวเห็นทางข้างหน้ามีรถจอดเบรกอยู่จะยูเทิน ผมก็หักซ้ายมาอีก ผมก็คิดว่าเอาไม่อยู่ล่ะ ช่วงนั้นผมเร่งหนีรถบัส พอผมรู้ว่า ไม่พ้นก็เหยียบเบรกเปลี่ยนเกียร์เอาด้านผมชน ไม่เอาด้านลูกชน (กลัวลูกเป็นอันตราย) ปรากฏว่าประตูยุบไปถึงคนขับ เบาะหน้าของคนขับ เบาะยุบไปครึ่งหนึ่ง ลูกชายหัวเข่าแตกหน่อย แฟนผมไม่เป็นอะไร ผมไม่เป็นอะไรเลย มันน่าจะเจ็บเพราะชนช่วงแข็งของรถคันอื่น (มุมรถเขาพอดี) แต่ไม่เป็นอะไร
ลูกชายเจ็บนิดเดียว หัวเข่าเป็นแผลเพราะไปโดนตู้แอร์ นี่ผมก็เชื่อว่าเครื่องราง วัตถุมงคลของหลวงพ่อสามารถคุ้มครองผมได้
เวลาเดินทางไปกับหลวงพ่อ ท่านจะบอก เราไปเหนือ ท่านจะบอกเลยว่า “ข้างหน้ารถกำลังชนกันนะ ชิดซ้ายไว้นะ”
ตอนนั้นยังไม่มีรถนำ รถเพิ่งชนกันใหม่ ช่วงระหว่างนั้นผมก็ลองของ ผมกดคันเร่ง ระดับความเร่งที่ผมวิ่งไปนี่จะประมาณ 110 กม./ชั่วโมง แต่ผมดูเข็มไมล์มันขึ้นแค่ 70 ทั้งๆ ที่เข็มไมล์ก็อยู่ในสภาพที่ดี ปกติมันน่าจะต้องขึ้น 110 กม./ชั่วโมง เหตุการณ์ล่วงหน้า ทิพยจักขุญาณ พอรถชนกันปั๊บ ท่านก็บอกผม การเดินทางของท่าน ตัวท่านต้องเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก มีเหตุการณ์อะไรล่วงหน้า ท่านจะต้องรู้ ไม่ได้ปล่อยอารมณ์ไปธรรมดา นี่แสดงว่าหลวงพ่อท่านมีสายตายาว เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ปกติเมื่อเข้าพักแล้ว พอถึงที่พักหลวงพ่อ ถ้าผมอยู่ในห้องท่านก็จะคุยสั่งงาน ปกติท่านก็รู้ว่าผมชอบทำอะไรออกนอกลู่นอกทางเสมอๆ ท่านก็เมตตาผม คอยห้ามความคิดที่กำลังจะทำ

ความคิดช่วงเช้า ผมนึกว่า คืนนี้ผมจะเดินทางรอบๆ ห้องพักแล้วจะไปจีบผู้หญิงในหมู่บ้าน ตอนหัวค่ำ พออาบน้ำอาบท่านเสร็จ ผมก็เตรียมอาราธนาวัตถุมงคลทั้งหมดเลย พระหลวงพ่อทั้งหมดเอาขึ้นคอ ที่ขาดไม่ได้คือสีผึ้งสีปาก เพราะใช้ได้เห็นผลมาแล้ว แต่งตัวเสร็จ ผมก็เดินเตร่อยู่แถวที่หลวงพ่อพักคอยฟังข่าวว่า หลวงพ่อจะใช้ให้ทำอะไรหรือเปล่า ท่านก็เรียกผมเข้าไปในห้อง ผมก็เข้าใจว่า ท่านจะเรียกไปสั่งงาน หรือว่าจะให้ผมไปหยิบของ หรือหยิบโน่นหยิบนี่ ท่านก็พูดขึ้นมาเลยว่า “พ่อปู่ที่นี่ ท่านไม่ชอบนะ” พูดแค่นี้แล้วไม่พูดอีก พอหลวงพ่อพูดจบ ผมก็เดินออกมานอกห้อง เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านตามเดิม ที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นประสบการณ์เพียงส่วนน้อยที่ผมได้พบมา มีเรื่องอื่นเยอะที่ประสบมาด้วยตัวเอง ที่เล่ามาเพียงแต่พอสังเขปเท่านั้น