พระอาจารย์ไพศาล วิศาโล ให้สติ ความเสื่อมของพุทธศาสนามาจากปัจจัยภายใน ไม่ใช่ภายนอก

77

พระอาจารย์ไพศาล วิศาโล กล่าวเอาไว้ การปกป้องพุทธศาสนานั้นเป็นจุดมุ่งหมายที่ดี แต่วิธีการก็ต้องสอดคล้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาด้วย จึงจะเป็นการปกป้องพุทธศาสนาอย่างแท้จริง หากใช้วิธีการที่ตรงข้ามกับหลักธรรมในพุทธศาสนา หรือวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นการปกป้องพุทธศาสนาได้อย่างไร

มันกลับกลายเป็นการบ่อนทำลายพุทธศาสนาด้วยซ้ำ มองในมุมของพุทธศาสนา ชาวมุสลิมในพม่าจะมีพฤติกรรมอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่าเราชาวพุทธปฏิบัติอย่างไรต่อเขา

ถึงแม้เขาจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เรามีสิทธิทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างเดียวกันหรือยิ่งกว่านั้น

ไม่มีคำสอนของพุทธศาสนาหรือแบบอย่างจากพุทธจริยาที่สนับสนุนการกระทำดังกล่าวได้ มิใช่พระพุทธองค์ดอกหรือที่ตรัสว่า

“พึงเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงเอาชนะความชั่วด้วยความดี พึงเอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ พึงเอาชนะความเท็จด้วยคำสัตย์”

ชาวมุสลิมนั้นเป็นชนส่วนน้อยมาก ๆ ในพม่า มีสัดส่วนแค่ ๔% ของประชากร เป็นไปได้อย่างไรที่คนจำนวนน้อยนิดดังกล่าวจะมาทำลายพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่

หากพุทธศาสนาจะเสื่อมโทรมถดถอย ก็มิใช่เป็นเพราะคนอื่น แต่เป็นเพราะชาวพุทธด้วยกันเอง

ข้อนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นานแล้วว่าหากพระสัทธรรมจะเสื่อมสูญก็เพราะพุทธบริษัททั้ง ๔ ไม่ใส่ใจในการศึกษาและปฏิบัติพระสัทธรรม

“เรือล่มเพราะต้นหน” (หาใช่เพราะลมพายุไม่) เป็นอุปมาของพระพุทธองค์ที่ชี้ว่า ความเสื่อมโทรมของพระศาสนานั้นเกิดจากปัจจัยภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก

หากผู้คนจะนับถือศาสนาพุทธน้อยลงเพราะไปนับถือศาสนาอิสลามมากขึ้น ก็ไม่ควรโทษชาวมุสลิมว่ามาแย่งชิงชาวพุทธไป แต่ควรกลับมามองตนเองเราชาวพุทธได้ทำหน้าที่ของตนเองดีแล้วหรือ การมัวแต่โทษคนอื่น จนถึงกับลงไม้ลงมือทำร้ายเขา ฆ่าเขา เผาบ้านเรือนและศาสนสถานของเขา

เท่ากับประจานตนเองว่าไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนในศาสนาของตนเองเลย และยิ่งทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนามากขึ้น ซึ่งก็คือการผลักไสให้เขาไปหาศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนาเสียเลย

นี้ไม่ใช่ความรุนแรงครั้งแรกที่เกิดขึ้น ปลายปีที่แล้วก็มีเหตุจลาจลที่รัฐยะไข่ จนมีคนตายร่วม ๑๘๐ คน ผู้คนนับแสนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ความรุนแรงดังกล่าวลุกลามเพราะมีการจัดตั้งอย่างเป็นขบวนการเช่นเดียวกับความรุนแรงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

ผู้รู้ในพม่าบอกว่า กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นแกนนำในการก่อความรุนแรงดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากพระภิกษุในศรีลังกาซึ่งใช้วิธีการเดียวกันกับชาวมุสลิมที่นั่น

เชื้อแห่งความเกลียดชังนั้นแพร่หลายได้ง่าย หวังว่าชาวพุทธไทยจะมีภูมิต้านทานเชื้อดังกล่าวมากพอ จนไม่ถึงกับทำร้ายใครในนามของการปกป้องพุทธศาสนา

และหากสามารถชักชวนพี่น้องชาวพุทธในพม่าให้กลับมามีสติและยุติความรุนแรงที่กระทำต่อพี่น้องชาวมุสลิม ก็ควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง