สุดทึ่ง! พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี 2 พระองค์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขขุนนางมุสลิม สายซุลต่าลสุไลมาน

26892

ประเทศไทย เป็นการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ที่มีคนหลายเชื่อชาติ หลายเผ่าพันธ์ร่วมกันก่อสร้าง รวมทั้งราชวงศ์จักรีที่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีนับแต่รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 5 และทุกรัชกาลหลังจากนั้นจะมีหน่อเนื้อเชื้อไขส่วนหนึ่งสืบมาจากพระยาราชวังสัน (หวัง) ขุนนางมุสลิมสมัยต้นรัตนโกสินทร์

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชชนนี (มารดา) ของ รัชกาลที่ 3 (เจ้าจอมมารดาเรียม) สืบเชื้อสายมาจากพระยาราชวังสัน จึงเข้าใจกันว่ามีเพียง ร.3 พระองค์เดียวเท่านั้นที่มีหน่อเนื้อเชื้อไขส่วนหนึ่งจากขุนนางมุสลิม เพราะ ร.4 เป็นพี่น้องต่างพระราชมารดากับ ร.3 แต่จากการศึกษาประวัติจากคลิปด้านล่าง จะทราบว่า พระราชนัดดา (หลานสาว) ของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ร.3 พระธิดาของพระโอรสของ ร.3  ได้เป็นพระมเหสีของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ร.4 ด้วย และหนึ่งในพระราชบุตรของรัชกาลที่ ร.4 กับพระมเหสีเลือดเนื้อเชื้อไขมุสลิม คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้เป็นต้นสกุลของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์หลังจากนั้น และองค์ทรงมีแม่นมเป็นมุสลิม ยังมีบ้านอยู่ที่มัสยิดตลาดขวัญ นนทบุรี

พระราชประวัติกรมสมเด็จพระศรีสุราลัย(จอมมาราดาเรียม)
กรมสมเด็จพระศรีสุราลัย คือ เจ้าจอมมารดาเรียม พระนามเดิมคือ เรียม หรือ มาเรียม เพราะท่านมีเชื้อสายมุสลิม นิกายสุนี ทรงเป็นพระสนมเอกในพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และเป็นพระราชชนนีของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ถือเป็นหม่อมห้ามองค์ที่สอง (คุณศรี ธิดาเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นท่านแรก) พระบิดาคือ พระยานนทบุรีศรีมหาอุทยาน (บุญจัน) มีพระมารดา คือท่านเพ็ง ซึ่งมีเชื้อสายเป็นมุสลิม โดยเป็นบุตรีของพระยาราชวังจัน (หวัง) ที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาจักรี (หมด) และย้อนไปอีก 5–6 ชั่วอายุคือสุลต่านสุไลมาน มุสลิมเจ้าเมืองสงขลา กับท่านชู สตรีไทยแถบสวนวัดหนัง ฝั่งธนบุรี ทำให้ทรงโปรดการเสวยนมวัว โดยบริเวณที่เลี้ยงวัวแถวถนนราชดำเนิน เรียกว่าสี่แยกคอกวัว จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้รัชกาลที่ 2 ทรงต้องพระทัยกรมพระศรีสุราลัย เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นครั้งแรกในตอนที่ทรงลงว่ายน้ำเล่น แถวท่าหน้าบ้าน อันเป็นนิวาสถานเดิม (ปัจจุบัน คือวัดเฉลิมพระเกียรติ นนทบุรี ซึ่งรัชกาลที่ 3 ได้ทรงสร้างถวายแด่พระราชชนนี)

เจ้าจอมมารดาเรียมได้ประสูติพระราชโอรสกับพระราชธิดา 3 พระองค์ คือ 1. พระองค์เจ้าชายทับ ต่อมาคือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และได้ทรงเสวยราชเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประสูติเมื่อ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 2. พระองค์เจ้าหญิงฟ้อน ประสูติเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2333 และสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2336 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 พระชันษา 3 ปี และ 3. พระองค์เจ้าชายหนูคำ ประสูติ พ.ศ. 2335 และสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2336 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 พระชันษา 1 ปี

จะเห็นได้ว่าการสิ้นพระชนม์ของพระธิดากับพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ ทำให้เหลือเพียงพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ (รัชกาลที่ 3) เพียงพระองค์เดียวในชีวิต ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ในความเป็นพระมารดาและได้สร้างความทุกข์ระทมตรอมตรมพระทัยยิ่งนัก และยังมีเหตุที่พระราชสวามี (รัชกาลที่ 2) ทรงเป็นนักรัก เป็นศิลปิน เป็นกวี พระอารมณ์จึงอ่อนไหว มีพระราชปฏิพัทธ์ต้องพระทัยในสตรีจำนวนมากอันเป็นเพราะด้วยพระฐานะที่สูงส่งเหนือกว่าผู้ใดในแผ่นดิน และด้วยมีพระราชประเพณีที่มีการถวายตัว ยิ่งทำให้เจ้าจอมมารดาเรียมยอมรับและเข้าใจถึงพระฐานะอันแท้จริงที่ไม่สามารถจะยึดเหนี่ยวองค์พระราชสวามีได้ ดังนั้นเจ้าจอมมารดาเรียม จึงได้ทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลพระราชโอรส (รัชกาลที่ 3) ที่มีเพียงพระองค์เดียวอย่างเข้มงวด จึงทำให้ท่านรักและหวงพระโอรสโดยต้องให้ทรงบวชก่อนจะมีหม่อมและรัชกาลที่ 3 ก็ทรงเคารพรักเชื่อฟังและเกรงพระทัยพระชนนีของพระองค์เช่นเดียวกัน

เมื่อพระราชสวามีได้ครองราชย์สมบัติ ทรงดำรงตำแหน่งพระสนม เอกดูแลห้องเครื่องต้นทั้งปวง ชาววังออกนามว่า “เจ้าคุณจอมมารดาเรียม” และภายหลังเมื่อพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสขึ้นครองราชย์ ใน พ.ศ.2369 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สถาปนาพระราชชนนี ขึ้นเป็นเจ้า เฉลิมพระนามาภิไธยว่า กรมพระศรีสุราลัย

ต่อมาเมื่อ 29 เม.ย. พ.ศ. 2380 ได้ทรงพระประชวรไข้พิษ เสด็จสวรรคต พระชนมายุ 68 พรรษา รัชกาลที่ 3 ให้อัญเชิญพระศพขึ้นประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการจัดพระเมรุมาศและถวายเพลิงพระศพและนำพระบรมอัฐอัญเชิญสู่พระบรมมหาราชวัง เป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายที่รัชกาลที่ 3 พระราชโอรสได้ทรงกระทำถวายต่อพระราชมารดาของพระองค์ และสายเลือดของกรมพระศรีสุราลัยได้สืบต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันอันเนื่องมาจากพระราชนัดดาของพระนั่งเกล้า คือ พระเทพศิรินทราบรมราชินีได้ทรงเป็นพระอัครมเหสีในพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชมารดาของรัชกาลที่ 5 นั่นเอง ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของกรมพระศรีสุราลัย ได้มีการเฉลิมพระนามว่า “สมเด็จพระราชมหาอัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระศรีสุลาไลย” และในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงเปลี่ยนเป็น สมเด็จพระศรีสุลาไลย

อย่างไรก็ตาม ได้มีเสียงเล่าลือเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์มาเป็นเวลา 200 ปี ว่ากรมพระศรีสุลาไลยและรัชกาลที่ 3 ทรงเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ในกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 2 โดยมีการบันทึกเอาไว้เป็นเอกสารในอดีตจากบุคคลหลายคนและหลายพระองค์ ทั้งนี้ปรามินทร์ เครือทอง ได้เขียนบทความชื่อ “ฆาตกรรมวังหลวง : คดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 2 จริงหรือลือ?” ลงในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2555 อันเป็นการเขียนวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวจากการค้นคว้าเอกสารร่วมสมัยเท่าที่จะมีเอกสารให้สาวไปถึงเงื่อนงำต่าง ๆ ได้ดังนี้

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เขียนถึงเหตุการณ์สวรรคตครั้งนี้ไว้ในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ว่า “พระเจ้าอยู่หัวดำรงราชสมบัติมาตั้งแต่ปีมะเส็งเอกศก มาถึง ณ วันพุธ เดือนแปด แรมสี่ค่ำ ปีวอกฉศก ทรงพระประชวรให้มันเมื่อยพระองค์ เรียกพระโอสถชื่อ จารในเพชรข้างที่ที่เคยเสวยนั้นมาเสวย ครั้งเสวยแล้วให้ร้อนเป็นกำลัง เรียกทิพยโอสถมาเสวยอีก พระอาการก็ไม่ถอยให้เซื่องซึมไป แพทย์ประกอบพระโอสถถวายก็เสวยไม่ได้ มิได้ตรัสสิ่งไร มาจนถึง ณ วันพุธ เดือนแปด แรมสิบเอ็ดค่ำ เวลาย่ำค่ำ แล้วห้าบาทเสด็จสู่สวรรคต”

และเงื่อนเวลาก็ยังเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ปรามินทร์นำเสนอ ให้พิจารณาว่ามีการเตรียมความพร้อมโดยพระราชพงศาวดารบันทึกว่า มีการกำหนดพระฤกษ์ผนวชของเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)ไว้ล่วงหน้า คือวันพุธ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 จุลศักราช 1186 (7 กรกฎาคม พ.ศ.2367) ในพระราชพิธีดังกล่าว รัชกาลที่ 2 ยังมีพระพลานามัยปกติเสด็จออกถวายเครื่องบริขารและไตรจีวร แต่หลังจากนั้นเพียง 14 วัน พระองค์ก็เสด็จสวรรคตในวันพุธ แรม 11 ค่ำ เดือน 8 (21 กรกฎาคม)

พระราชพงศาวดารฯ ระบุว่าทรงเริ่มพระประชวรเมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 8 (14 กรกฎาคม) จดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี บันทึกว่า เป็นวันศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 8 (16 กรกฎาคม) จดหมายเหตุ ระบุว่าทรงเริ่มพระประชวร วันเสาร์ แรม 7 ค่ำ (17 กรกฎาคม) แม้วันที่เริ่มมีพระอาการประชวรไม่ตรงกัน แต่ทำให้เห็นว่าระยะเวลาประชวรจนเสด็จสวรรคตนั้นสั้นมาก

นอกจากนี้ยังมีการบันทึกของชาวต่างชาติ คือหมอมัคคอลน์ สมิธ หมอหลวงประจำราชสำนัก รัชกาลที่ 5 ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาในวังหลวง ไว้ในหนังสือราชสำนักสยามฯ ว่า“หลังจากที่ทรงผนวชได้เพียง 2 สัปดาห์ พระราชบิดาของพระองค์ (รัชกาลที่ 2) ก็เสด็จสวรรคตลง อย่างปัจจุบันทันด่วน พระนั่งเกล้าฯ พระเชษฐาซึ่งมีตำแหน่งสำคัญในราชอาณาจักรและยังทรงได้รับการสนับสนุนจากพระมารดา ซึ่งแม้จะมีฐานะเป็นเพียงเจ้าจอมแต่ก็เป็นหญิงที่มีเล่ห์เหลี่ยมทำให้พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติ” ซึ่งก่อนหน้านั้น ในรัชกาลที่ 4 แหม่มแอนนาก็เคยได้ยินคำเล่าลือทำนองนี้มาแล้วและในพระราชนิพนธ์ภาษาบาลี ว่าด้วยพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) นั้น กล่าวถึงสาเหตุแห่งการสวรรคตของพระราชบิดาว่า เสมือนพบเจอกับอสรพิษทำให้สวรรคตกะทันหันไม่ทันพระราชทานพระราชสมบัติให้ผู้ใด

หากได้พิจารณาพิเคราะห์อย่างถ่องแท้ถึงกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 2 ดังได้กล่าวถึงแล้วว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อได้ย้อนประวัติศาสตร์ในอดีตทั้งไทยหรือประเทศอื่น ๆ จะเห็นได้ว่า การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน การแย่งราชสมบัติกันระหว่างสายเลือดเดียวกันไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง พ่อลูก อาหลาน หรือข้าราชการระดับสูงจากพระเจ้าแผ่นดินของตนเองนั้น ได้เกิดขึ้นและมีมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือหยุดนิ่ง เมื่อผู้ใดมีโอกาสก็จะรีบฉวยโอกาสนั้น เพราะพระราชอำนาจการครองราชย์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของผู้ที่ต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ซึ่งจะต้องเก่งกล้าสามารถ เข้มแข็งมากที่สุดหรือ

มีผู้คนบริวารทั้งปวงช่วยเหลือมากที่สุดจนได้รับชัยชนะ จึงมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์วนเวียนเปลี่ยนผ่านไปยุคแล้วยุคเล่า และถ้าจะย้อนอดีตไปแล้วจะเห็นว่าแม้ในการสืบราชสมบัติของรัชกาลที่ 3 นั้น อาจจะไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมราชประเพณี เพราะทรงเป็นพระโอรสที่ทรงประสูติจากพระสนมมิใช่เกิดจากพระอัครมเหสี แต่ถือได้ว่าการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจากรัชกาลที่ 2 มาเป็นรัชกาลที่ 3 นั้นเป็นการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินที่มีการสูญเสียเลือดเนื้อน้อยมาก แทบจะไม่มีการสูญเสียใด ๆ เลยเพราะหากเทียบในสมัยอยุธยาหรือสมัยกรุงธนบุรี มายังรัชกาลที่ 1 หรือแม้กระทั่งตอนรัชกาลที่ 2 ขึ้นเสวยราชย์ใหม่ ๆ ก็ยังมีการประหารชีวิตกันหลายพระองค์

ดังนั้นในกรณีสวรรคตนี้จะมีความเป็นจริงเป็นอย่างใดไม่มีผู้ใดยืนยันได้ทั้งสิ้น แม้จะมีผู้ได้ประโยชน์คือรัชกาลที่ 3 และพระมารดาของพระองค์ คือกรมพระศรีสุราลัย แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือแผ่นดินไทยที่ได้มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองมาถึง 27 ปี ด้วยความร่มเย็นเป็นปึกแผ่น เจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจรุ่งเรืองและทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ได้ทรงมอบเงินส่วนพระองค์ที่เรียกว่าถุงแดง ไว้ให้ชาติบ้านเมืองไว้แก้ไขปัญหายามคับขัน ซึ่งก็ได้ใช้จริงตอนไถ่บ้านไถ่เมืองในรัชกาลที่ 5 โดยมิได้ทรงเก็บไว้ใช้ส่วนพระองค์หรือเป็นมรดกให้ลูกหลานของพระองค์แต่อย่างใด ด้วยน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ 3 นี่เองที่ช่วยให้ชาติไทยได้พ้นภัย ได้กู้ชาติกู้บ้านกู้เมืองจากภัยต่างชาติ ทั้งนี้ก็ต้องถือว่ากรมพระศรีสุราลัยนั้น ท่านเป็นพระมารดาอันแสนประเสริฐที่อบรมพระโอรสได้ดียิ่ง

จะเห็นได้ว่ากรมพระศรีสุราลัย ทรงเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด ไม่เป็นศัตรูกับผู้ใด เข้าใจและยอมรับถึงฐานะของพระองค์ และเป็นพระมารดาที่เสียสละเพื่อพระโอรสของพระองค์ได้ในทุกกรณี อีกทั้งยังทรงมีฝีพระหัตถ์เป็นเลิศในเรื่องเครื่องเสวย จนมีตำแหน่งเป็นพระสนมเอกดูแลเครื่องเสวยให้กับพระราชสวามีและพระโอรส โดยเฉพาะอาหารที่มาจากเชื้อสายแขก เช่น แกงมัสมั่น และด้วยพระชะตาอันสูงส่งพร้อมพระบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ของกรมพระศรีสุราลัยทำให้สายพระโลหิตของพระองค์ได้เป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีรวมทั้งพระราชชนนีหลายพระองค์ของแผ่นดินไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน.

www.dailynews.co.th/article/198827