มอบโฉนดที่ดินมัสยิดบ้านทางควาย 120 ปีเพิ่งมีโฉนด-สอนสำนึกแผ่นดินไทย -แยกศาสนา/ชาติออกจากกัน

1277

มอบโฉนดที่ดินมัสยิดบ้านทางควาย 120 ปีเพิ่งมีโฉนด-สอนสำนึกแผ่นดินไทย -แยกศาสนา/ชาติออกจากกัน

วันที่ 3 กรกฎาคม ที่มัสยิดยามิอุ้ลอิบาดะห์(บ้านทางควาย) อ่อนนุช 59 แขวงประเวศ กรุงเทพฯ ได้มีพิธีมอบโฉนดที่ดิน(วากั๊พ) ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมัสยิด โดยมีนายณรงค์ สืบตระกูล รองอธิบกรมที่ดิน ตัวแทนอธิบดีกรมที่ดิน เป็นประธาน มีบรรดาผู้มีเกียรติ คณะกรรมการมัสยิด สัปบุรุษ อาทิ นายอารีย์ วงศ์อารยะ อดีตรมว.มหาดไทย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน อดีตรองนายกฯและผบ.ทบ. นายพีรพจน์ เมธาพงษ์บริบูรณ์ คณะทำงานโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินของมัสยิดทั่วประเทศเฉลิมพระเกียรติ เข้าร่วมประมาณ 200 คน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

สำหรับมัสยิดยามิอุ้ลอิบาดะห์(บ้านทางควาย) เป็นมัสยิดเก่าแก่ของเขตประเวศ มีอายุมากกว่า 120 ปี เป็นมัสยิดแห่งที่ 2 ริมคลองประเวศบุรีรมณ์ ที่ผ่านมาได้มีผูบริจาคที่ดินให้มัสยิด จำนวนหลายแปลง แต่ติดขัดได้กฎหมายทำให้การโอนที่ดินเกิดความล่าช้า ด้วยมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน คณะทำงานโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินของมัสยิดทั่วประเทศเฉลิมพระเกียรติ ที่มีนายอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นประธานที่ปรึกษา ได้เข้ามาช่วยดูแลประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยมีที่ดิน 7 แปลง ตระกูล ทรงศิริ ศิลปศาสตร์ และอาบีดีน เป็นผู้มอบ โดยทายาทผู้วากั๊พ เป็นผู้มอบประกอบด้วย นายศักดิ์ชาย ทรงศิริ น.ส.ศุภลักษณ์ ทรงศิริ น.ส.อัญชลี ทรงศิริ น.ส.วรัญรัศช์ ทรงศิริ นายณรงค์ศักดิ์ ทรงศิริ นางฮาวา อาบีดีน และนายปราโมทย์ ศิลปศาสตร์ เป็นผู้มอบ


นายนราศักดิ์ นะมิ อิหม่ามประจำมัสยิด กล่าวว่า มัสยิดยามิอุ้ลอิบาดะห์ เป็นอายุมากกว่า 120 ปี สัปบุรุษส่วนมากสืบเชื้อสายมาจากภาคใต้ตอนล่าง ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีฐานะได้ระดับหนึ่งจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันตกลงสร้างมัสยิดยามิอุ้ลอิบาดะห์ขึ้นมา โดยได้รับบริจาคที่ดินตั้งมัสยิดและสุสาน โดยตระกูลอำนวยพร ส่วนที่ดินที่ได้รับมอบในวันนี้เป็นที่ดินของนายเท่ง และอำแดงแมะ ทรงศิริ ซึ่งได้อุทิศไว้ตั้งแต่ ปี 2444 หรือ 108ปี ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนศาสนาและที่อาศัยของสัปบุรุษ โดยมีทายาทรุ่นที่ 4 เป็นผู้ส่งมอบ

‘สิ่งสำคัญขอขอบคุณอัลเลาะฮ์ ขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคที่ดิน ขอบคุณบรรดาสัปบุรุษที่อยู่ด้วยกันกับความรักเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน หากแม้ว่าวันนี้ มีคำพูดใดทีลึกซึ้ง กินใจมากกว่าคำว่าขอบคุณขอหยิบยื่นคำพูดนั้นให้กับทุกท่าน และผู้หลักผู้ใหญ่ที่หยิบยื่นความเอ็นดูให้ตลอดมา’ อิหม่ามมัสยิดบ้านทางควาย กล่าว

นายวุฒิชัย บุญสิทธิ์ ผู้อำนวยการเขตประเวศ กล่าวว่า ในนามเขตประเวศขอแสดงความยินดีที่ได้มอบโฉนดที่ดินของมัสยิดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของพี่น้องมุสลิม ในกรุงเทพมหานคร มีมัสยิดรวมทั้ง 185 แห่ง ในเขตประเวศ มี 13 แห่ง ซึ่งมัสยิดยบามิอุ้ลอิบาดะห์ นับเป็นมัสยิดที่อยู่คู่กับชาวเขตประเวศมานานนับ 100 ปีการที่สัปบุรุษมอบที่ดินให้มัสยิด นับเป็นจิตกุศลแสดงถึงความศรัทธาและเชื่อมั่นในพระเจ้า ขอให้มัสยิดได้ใช้ที่ดินที่ได้รับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้มอบให้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิม และผู้ยากไร้ทั่วไป

‘กรุงเทพมหานคร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชน ตั้งแต่เกิดจนถึงบั้นปลายชีวิต มีนโยบายที่จดูแลประชาชนให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัยมีคุณภาพชีวตที่ดีอยู่ในสังคมอย่างมีคึวามสุข ขอให้มัสยิดเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา สร้างความรักความสามัคคี และสร้างชีวิตที่ดีของพี่น้องในชุมชนร่วมกับกรุงเทพมหานคร’

นายณรงค์ สืบตระกูล รองธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีที่มานามกรมที่ดินมอบโฉนดที่ดินให้มัสยิด มัสยิดมีความจำเป็นต้องใช้ที่ดิน มีผู้ประสงค์บริจาคซึ่งกรมที่ดินมีนโฌยบายสนับสนุนการถือครองที่ดินของมัสยิด เพราะไม่ว่าสาสนาใดล้่วนสอนให้คนทำความดี การตั้งมัสยิดเพื่อการปฏิบัติศาสนกิจ เป็นศูนย์รวมของพี่น้องมุสลิมที่จะได้รวมตัวกันเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ ในวันนี้ ตามที่มีผู้ประสงค์บริจาคที่ดิน ทางกรมได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 7 แปลง ขอให้พวกเราหวงแหนรักษาไว้

‘ขอให้มัสยิดแห่งนี้ เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา ศูนย์รวมความรักความสามัคคี และคุณภาพชีวิตที่ดี ร่วมกับชาวกทม.และชาวไทยสืบไป’ นายณรงค์ กล่าว

นายอารีย์ วงส์อารยะ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณนายพีรพจน์ คณะกรรมการโครงการโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินของมัสยิดทั่วประเทศเฉลิมพระเกียรติ ของมูลินิธิต่วน สุวรรณศาสตร์ ที่ได้เล็งเห็นปัญหา และร่วมกันทำงานเพื่้อการโอนที่ดินให้มัสยิด ซึ่งมีปัญหาอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งมัสยิดยามิอุ้ลอิบาะดะห์แห่งนี้ด้วย และตนฐานะประธานที่ปรึกษา และพล.อ.สนธิ ก็พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ

‘ชาวชุมชนแห่งนี้ ได้มีส่วนช่วยเหลือรับเยาวชนมาอาศัยตามโครวการสายใจไทยสู่ใจใต้ ของมูลนิธิพล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ก็ต้องขอขอบคุณในความดีงามของทุกท่าน และในฐานะที่เคยรับราชการขอเรียนพวกเรา ให้สำนึกต่อแผ่นดิน ต้องรักและหวงแหนแผ่นดินไทยที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งจะต้องแยกระหว่างความเป็นคนไทย กับศาสนาที่นับถือ เพรราะศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ โดยที่เราสามารถอยู่ร่วมกันกับคนอื่นได้อย่างสันติ’ นายอารีย์ กล่าว

ส่วนพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เขาในมัสยิดที่ได้สร้างอย่างสวยงาม เป็นบ้านของอัลเลาะฮ์ที่ทำให้เราภาคภูมิใจ และมีความสุข
‘ขอบคุณคุณพีรพจน์ ที่ได้ริเริ่มโครงการและทำงานจนสำเร็จ ซึ่งเคยได้บอกว่าการทำภารกิจนี้มีทั้งคนรกและคนไม่รัก เพราะการวากั๊พที่ดินให้มัสยิด ทำมาหลายยุคหลายสมัย เมือจะมีโอนโฉนดให้มัสยิด อย่าลืมว่า ที่ดินทุกวันนี้เป็นทอง อย่างที่ดินที่มีการวากั๊พในวันนี้ มีเงินไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท จึงมีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ๆเป็นทำเลทอง โดยปัญหามาจากทายาทที่มีปัญหา อยากเรียนว่า มีคนให้ที่ดินผมเยอะมาก รายหนึ่งเป็นมุสลิมวากั๊พที่ดินที่เขาใหญ่ให้ แต่เวลาที่ผมผ่านกุโบว์ หันไปมองป๋ากับม๊ะ ก็อยู่ในนั้น คิดว่า บั้นปลายชีวิตเราอยูในที่ดิน 2 ตารางเมตร จึงได้โทรศัพท์ไปคืนที่ดินให้ และอยากจะฝากไว้เหมือนที่ท่าอารีย์พูดว่า ชาติกับศาสนา ศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใมน อย่าเอามาปนกัน ปนแล้วจะยุ่งตอนนี้สังคมไทย มีสิ่งที่สับสนเยอะ จึงต้องแยกแยะให้ชัดเจน’ พล.อ.สนธิ กล่าว

นายประสาน ศรีเจริญ รองประธานผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ที่ดินวากั๊พ อยากอธิบายให้หลายคนได้เข้าใจว่า ก็เหมือนที่ดินธารณีสงฆ์ ที่มีผู้มีจิตศรัทธามอบให้ ในส่วนที่ดินวากั๊พ เมื่อมีการวากั๊พดดยการเปล่งวาจาแล้ว ถือว่า มีผลตามหลักศาสนา ซึ่งตรงนี้มีปัญหา เมื่อมีการโอนตามกฎหมายที่ทายาทอาจไม่ยินยอม

‘ผมได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมตามมมัสยิด พบมีปัญหาอยู่ทั่วประเทศ อย่างที่ปัตตานีมีมัสยิด 600 แห่งมีปัญหามากกว่า 30% เช่นเดียวกับที่นราธิวาส ซึ่งอยากจะเรียนว่า ที่ดินเมื่อวากั๊พแล้ว ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะ ไม่ใช่ของอิหม่ามหรือผู้หนึ่งผู้ใด การใช้ประโยชน์ที่ดินก็ต้องเป็นไปตามที่อัลเลาะฮ์กำหนด’ รองประธานผู้ทรงคุณวุฒิสำนักจุฬาราชมนตรี กล่าว