เมื่อศาลสูงสหรัฐฯจารึก’นบีมูฮัมหมัด’ในฐานะ1ในผู้ออกกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ของโลก

1322

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ทุกคนรู้จักนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.)
ไม่เกินความจริงที่ตั้งชื่อบทความเช่นนั้น เพราะเมื่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯนั่งบนบัลลังก์ของแต่ละคนในห้องพิพากษา ทางด้านขวา ด้านหน้าและด้านซ้ายของผู้พิพากษาเหล่านั้นจะมีแผ่นภาพปูนปั้นที่แสดงถึงผู้ออกกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกจำนวน 18 คน

บนภาพปูนปั้นทางด้านขวาเป็นภาพของคนผู้หนึ่งถือคัมภีร์กุรอานซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม ภาพนี้ต้องการจะสื่อให้รู้ว่านี่คือนบีมุฮัมมัดผู้เป็นหนี่งในบรรดาผู้ออกกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เช่นเดียวกับโมเสส โซโลมอน ขงจึ๊อ ฮัมมูราบีและคนอื่นๆ

ข้อความต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เวบไซต์ของศาลสูงสุดของสหรัฐกล่าวเกี่ยวกับภาพปูนปั้นดังกล่าว :

“มุฮัมมัด (ค.ศ.570-632) นบีแห่งอิสลามที่เห็นในภาพกำลังถือคัมภีร์กุรอานอยู่ คัมภีร์กุรอานเป็นแหล่งที่มาเบื้องแรกของกฎหมายอิสลาม ส่วนคำสอนและการปฏิบัติของนบีมุฮัมมัดเป็นคำอธิบายหลักการของคัมภีร์กุรอาน รูปดังกล่าวเป็นความพยายามด้วยความตั้งใจดีของนายอดอล์ฟ ไวน์แมน ประติมากรที่ต้องการให้เกียรตินบีมุฮัมมัดและมันไม่ได้เหมือนใบหน้าจริงของนบีมุฮัมมัดแต่ประการใด มุสลิมโดยทั่วไปไม่เห็นด้วยอย่างแรงต่อการปั้นหรือวาดรูปเพื่อนำเสนอนบีของตน”

รูปปูนปั้นของนบีมุฮัมมัดถูกนำไปติดตั้งในสมัยที่นายแฟรงค์กลิน ดี. รูสเวลท์เป็นประธานาธิบดีและนายชาร์ลส์ อีแวนส์ ฮิวจ์ เป็นหัวหน้าผู้พิพากษา ไม่มีใครรู้ว่าศาลมีเจตนาอย่างไรในการมีส่วนร่วมทางสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ ในตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเอารูปวาดหรือรูปปั้นของนบีมุฮัมมัดไปรวมไว้ในห้องศาลสูงสุดของสหรัฐฯในฐานะผู้ออกกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เพราะในสังคมสหรัฐฯเวลานั้นยังไม่มีความหลากหลายของผู้คนเหมือนสมัยนี้ ในตอนนั้น ผู้หญิงเพิ่งมีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และชาวอเมริกันสายเลือดญี่ปุ่นเป็นเป้าหมายของการถูกจับไปเข้าค่ายกักกัน

ในขณะที่ผู้มีการศึกษาดีในสังคมโลกรู้ถึงสิ่งที่นบีมุฮัมมัดได้ทำไว้ให้แก่โลก แต่ผู้คนอีกจำนวนมากยังได้รับข้อมูลข่าวสารผิดๆเกี่ยวกับนบีมุฮัมมัดและชะรีอ๊ะฮฺ ความจริงแล้ว แนวทางของนบีมุฮัมมัดนั่นเองที่เป็นตัวอธิบายขยายความกฎหมายอิสลาม

นบีมุฮัมมัดเป็นผู้มองเห็นภาพสังคมที่ยุติธรรมและสงบสุข ท่านบรรลุถึงเป้าหมายนี้ในขณะที่ยังมีชีวิตด้วยการเคลื่อนไหวทางสันติภาพ ท่านเกลียดสงครามและชอบที่จะทำสัญญาสันติภาพกับศัตรูของท่านเสมอแม้มันจะทำให้ท่านเสียเปรียบและสาวกของท่านเสียประโยชน์ ท่านได้สร้างอาณาเขตแห่งสันติภาพครั้งแรกของท่านขึ้นในเมืองมะดีนะฮฺโดยไม่ต้องทำสงครามแต่ประการใด ท่านต่อสู้เพื่อป้องกันคนของท่านในอาณาเขตแห่งสันติภาพไม่เกินหกวันในชีวิต 63 ปีของท่าน ท่านต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพที่จะประกันความยุติธรรมและเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะคนกลุ่มน้อยและผู้ถูกกดขี่

ทุกวันนี้มุสลิมทั่วโลกยังคงปฏิบัติตามกฎหมายอิสลามในส่วนที่เป็นเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา จริยธรรม ศีลธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มุสลิมดำเนินชีวิตตามชะรีอ๊ะฮฺทุกวันในการละหมาด การถือศีลด การกินอาหารฮาลาล การบริจาค การเลี้ยงดูครอบครัวและช่วยเหลือสังคม

ชะรีอ๊ะฮฺก็เหมือนฮาลาชาซึ่งชาวยิวในอเมริกาปฏิบัติ ชาวยิวในอเมริกาถึงขนาดมีศาลยิวในสหรัฐซึ่งเรียกว่าเบธดิน แต่มุสลิมไม่เคยมีศาลเช่นนั้น

ชาวอเมริกันมุสลิมอยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐเหมือนกับพลเมืองอื่นๆ ไม่มีมุสลิมคนใดเรียกร้องให้นำชะรีอ๊ะฮฺมาแทนรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ชะรีอ๊ะฮฺไม่ใช่รัฐธรรมนูญและไม่ใช่กฎหมายทั้งหมด แต่มันเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้ศรัทธาในพระเจ้า

ดังนั้น การนำชะรีอ๊ะฮฺไปบังคับใช้กับคนทั่วไปจึงเป็นการขัดกับชะรีอ๊ะฮฺในตัวเอง ที่สำคัญคือ ชะรีอ๊ะฮฺนั้นมีไว้ใช้กับมุสลิมเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับผู้ที่มิใช่มุสลิม

Cr. อ.บรรจง บินกาซัน

https://www.soundvision.com/article/prophet-muhammad-honored-by-the-us-supreme-court-as-one-of-the-greatest-lawgivers-of-the

https://www.newsweek.com/how-ban-images-muhammad-came-be-300491