รัฐธรรมนูญ 2560 : สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ยกประสบการณ์นักข่าวการเมือง 40 ปี ชงแก้ รธน. สกัด “พรรคมีเจ้าของ”

91

ในการประชุมร่วมกันนัดที่ 4 ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ช่วงเช้าวันนี้ (24 ม.ค.) มี กมธ. หลายคนที่ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมเป็นครั้งแรก

หนึ่งในนั้นคือ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กมธ. ในโควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เสนอให้มีการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งไม่เคยมี กมธ. คนใดเคยเสนอประเด็นนี้มาก่อน เขาให้เหตุผลว่า “ต้องการฉีกแนว” พร้อมระบุตอนหนึ่งว่า ในฐานะที่ทำข่าวการเมืองมาเกือบ 40 ปี ได้ฟังเรื่องประชาธิปไตยจากผู้ผ่านการเลือกตั้งมามาก แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริงพื้นฐานต้องมาจากประชาชน มีพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชน แต่พรรคการเมืองที่ผ่านมา เป็นพรรคที่มีเจ้าของ

“นี่เป็นสิ่งที่สังคมรู้ดี ส่งต่อมอบอำนาจกันได้ จากพี่ไปน้อง จากเครือญาติไปเครือญาติ ส.ส. แต่ละคนรู้และสัมผัสได้ บางพรรค ส.ส. ต้องยอมผู้บริหารพรรคถึงขนาดเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้าเลย” นายสนธิญาณกล่าว

เช่นเดียวกับความเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งนายสนธิญาณวิจารณ์ว่ามีกระบวนการการส่งต่อจากพ่อ ไปแม่ ไปลูก ซึ่งเจ้าตัวอาจบอกว่าทำงานดี ประชาชนจึงเลือก แต่โดยข้อเท็จจริงคือคนใหม่ ๆ ไม่สามารถแทรกเข้าไปได้เลย เพราะวงจรพรรคการเมือง สภา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มันเอื้อและเชื่อมโยงกันหมด บางพรรคผูกขาดบางภาคมา 10-20-30 ปี คนอื่นแทรกไม่ได้ ดังนั้นโจทย์คือทำอย่างไรจะทำให้คนใหม่ ๆ เดินเข้าสู่เวทีเลือกตั้ง และทำให้พรรคการเมืองมีความหมายและเป็นของประชาชน

“พรรคการเมืองมีเจ้าของ จนเกิดวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของประชาชน และลากทหารเข้ามายึดอำนาจ” กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ที่ชื่อนายสนธิญาณกล่าว

ปัจจุบัน นายสนธิญาณเป็นกรรมการ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของ กปปส. ปี 2556-2557 เขาคือผู้บริหารสำนักข่าวทีนิวส์ ซึ่งถูกใช้เป็นหนึ่งในช่องทางหลักเผยแพร่กิจกรรมของ “มวลมหาประชาชน” นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

บัญญัติชวนตั้งหลัก 3 ประการ พบ รธน. แก้ยากที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีมา

กมธ. อีกคนที่แสดงความเห็นต่อที่ประชุมเป็นครั้งแรกคือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กมธ. ในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่บอกว่าการทำงานของ กมธ. ควรพิจารณาแค่ 2 ประเด็นคือ ความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงโอกาสจะได้รับความร่วมมือและการถูกต่อต้าน และในระยะยาว ถ้าแก้ได้มากที่สุดก็เป็นประโยชน์ “แต่ดูเหมือนจะรอ ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ไม่ไหวแล้ว”

เขาจึงเสนอให้ กมธ. ตั้งหลัก 3 ประการ

  • หลักสิทธิประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเมื่อนำรัฐธรรมนูญ 2560 ไปเทียบกับปี 2540 หรือ 2550 จะเห็นชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน “ด้อยกว่ามาก”
  • หลักการเมืองการปกครอง อย่างระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งหลายคนอึดอัดเป็นอย่างมาก และเกิดปัญหาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การประกาศผลการเลือกตั้งล่าช้า, การคำนวณจำนวน ส.ส. พึงมีได้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอด
  • หลักเกณฑ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาเห็นว่ามาตรา 256 “เป็นการเขียนที่ทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญยากที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและมีประชาธิปไตยมา” และขัดต่อหลักการถือเสียงข้างมากเป็นสำคัญ เช่น ถ้าเสียง 3/4 จะให้แก้ แต่ 1/4 ไม่ให้แก้ ก็แก้ไม่ได้ แล้วความเป็นประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ดังนั้นง่ายที่สุดคือกลับไปใช้หลักการเดิมคือเสียงข้างมาก ส่วนจะ 2/3 หรือ 3/5 ของสองสภารวมกันก็ค่อยมาว่า

นายบัญญัติเป็นอีกคนที่เห็นว่า กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ไม่ควรขยายกรอบเวลาทำงานเกินกว่า 120 วัน เพราะถ้าสังคมคิดว่าทำงานแบบซื้อเวลากันไปวัน ๆ ความขัดแย้งน่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

อดีตโฆษก กรธ. แจงให้แก้ รธน. ยากเพราะต้องการให้ 2 สภาเห็นพ้อง หลังถูกถล่มปม “สืบทอดอำนาจ”

ขณะที่ กมธ. จากพรรคฝ่ายค้านต่างสามัคคีกันวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ว่าจงใจ “สืบทอดอำนาจ” ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และปิดทางไม่ให้มีการแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย สะท้อนผ่านมาตรา 255-256 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น นายชูศักดิ์ ศิรินิล กมธ. ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ไม่เป็นกลางทางการเมือง ต้องการสืบทอดอำนาจ” ตั้งแต่การกำหนดว่านายกฯ ไม่ต้องเป็น ส.ส., มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ใช้ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอและมีหลายพรรค อีกทั้งยังมีปัญหาความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ที่ทำให้ ส.ส. ให้รู้สึกว่าด้อยค่า ขณะที่องค์กรอิสระและศาลมีอำนาจมากกว่าอำนาจอธิปไตยที่ประชาชนเลือกมามาก

เช่นเดียวกับ กมธ. จากพรรคเดียวกัน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ชี้ว่า การวางเป้าหมายสืบทอดอำนาจ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเป็นเรื่องยากมาก เพราะโครงสร้างของสถาบันการเมืองต่าง ๆ ผูกโยงกันไปหมด เช่น กำหนดให้มี ส.ว. เฉพาะกาล 5 ปี มีหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระซึ่งมีวาระ 7 ปี นั่นเท่ากับว่าระบบการตรวจสอบถ่วงดุลก็จะล้มเหลวไปในเวลา 12 ปี

“เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนมาด้วยความประสงค์จะให้สืบทอดอำนาจ เขาก็ต้องเขียนไม่ให้แก้ แต่เขียนให้ฉีก เพราะการจะแก้ได้ ต้องได้ความเห็นจาก ส.ว. ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเชื่อว่าถ้ากระแสเรียกร้องจากประชาชนมากพอ เราก็จะได้ ส.ว. ส่วนหนึ่งมาร่วมด้วย” นายพงศ์เทพ อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าว

ไม่ต่างจากนายปิยบุตร แสงกนกกุล กมธ. ในสัดส่วนพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่เห็นว่าผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 “บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว คือสืบทอดอำนาจได้แล้ว” ขณะที่พลังของคนกลุ่มที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสะสมอยู่ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 ที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และต่อเนื่องมาจาก 2560 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบให้แก้ยาก จึงทำให้เกิดให้สถานการณ์ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง

นายปิยบุตรเห็นว่า วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผู้ศึกษาในเชิงวิจารณ์และเปรียบเทียบเอาไว้หมดแล้ว “เหลือปัญหาเดียวคือเจตจำนงของผู้มีอำนาจปัจจุบัน พูดง่าย ๆ คือนายกฯ ถ้านายกฯ เอาเมื่อไร ก็แก้ได้” จึงเห็นว่ากระบวนการเจรจาเป็นเรื่องสำคัญ

การรุมถล่มผู้มีอำนาจของ กมธ. ฝ่ายค้าน ทำให้นายธนกร วังบุญคงชนะ กมธ. และโฆษก พปชร. ต้องรีบกดไมค์แสดงความเห็นว่า อย่าตั้งต้นว่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ เพราะจะทำให้การเจรจาเกิดขึ้นไม่ได้

ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต กมธ.ในโควตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นอดีต 1 ใน 21 กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ขอใช้สิทธิทำความเข้าใจเพื่อน กมธ. ด้วยเกี่ยวกับมาตรา 256 ที่ทำให้รัฐธรรมนูญแก้ไขยาก ด้วยเหตุผล “ต้องการให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นว่าควรแก้ไขจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องสภาเท่านั้น อย่างน้อย 2 สภาเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ให้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้แก้รัฐธรรมนูญ อันนี้คือมุมมองในฐานะผู้ร่าง”

นายอุดมซึ่งเป็นอดีตโฆษก กรธ. ระบุว่า กรธ. ยกร่างมาตรา 256 จริง แต่ไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดเงื่อนไข 250 ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล

กมธ. ฝ่ายค้านหวั่น มัวรำวง-ปาหี่-ถูกนินทาแน่ถ้าจบ 120 วันยังไม่ได้สาระ

สำหรับกระบวนการทำงานของ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญฯ ทั้ง 49 คน แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่

  • ขั้นตอนแรก การรับฟังความคิดเห็นชั้นต้น โดยรวบรวมการอภิปรายของ ส.ส. ในคราวเสนอญัตติขอตั้ง กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ข้อเสนอ/ข้อคิดเห็นของ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยวันนี้ (24 ม.ค.) คณะอนุกรรมาธิการวิเคราะห์ศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ได้นำเสนอเอกสารจำนวน 28 หน้า รวบรวมความเห็นจาก ส.ส. และ กมธ. พบว่ามีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม 32 ประเด็น 11 มาตรา
  • ขั้นตอนที่สอง การกำหนดประเด็นเฉพาะ
  • ขั้นตอนที่สาม การนำประเด็นเฉพาะไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีกครั้ง
  • ขั้นตอนที่สี่ การหาข้อสรุปในนาม กมธ. ทั้งวิธีการแก้ไขและสาระสำคัญ

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบเวลา 120 วันนับแต่สภามีมติแต่งตั้ง กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ เมื่อ 18 ธ.ค. 2562 แต่ผ่านมาถึงตอนนี้การทำงานของ กมธ. ยังอยู่เพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น และเหลือเวลาประชุมเพียง 12 นัด ทำให้ กมธ. หลายคนยังแสดงความกังวลใจ อย่างนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ กมธ.ในสัดส่วน พท. กล่าวว่า การขับเคลื่อนเดินหน้างานของ กมธ. “ค่อนข้างล้าหลัง” และ “ไม่อยากให้มัวพูดจาวนไปวนมาเป็นปาหี่”

ส่วนนายยงยุทธ ติยะไพรัช กมธ. สัดส่วน พท. ไม่ต้องการให้เกิดเหตุ “มัวรำวงแล้วก็แก้ไม่เสร็จ”

ไม่ต่างจากนายปิยบุตร แสงกนกกุล กมธ. สัดส่วน อนค. ที่กล่าวว่า “ถ้าจบ 120 วันแล้วไม่ได้อะไรเลย จะถูกติฉินนินทาจากสังคมแน่นอน” ส่วนตัวเห็นว่า กมธ. อาจไม่มีเวลาลงรายละเอียดเนื้อหา แต่เสนอให้คุยภายใต้กรอบ 4 ด้าน ประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพ, สถาบันทางการเมือง, ระบบการตรวจสอบ ศาล องค์กรอิสระ และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามนายพีระพันธุ์ได้แสดงความมั่นใจกลางห้องประชุม กมธ. ว่า “เราเสร็จทัน 120 วันแน่”