“ทักษิณ” ท้าชก “ประยุทธ์” การเมืองไทย หนีไม่พ้น “มวยคู่เดิม”

66

เบื้องหลัง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นชัดเจน เป็นการ ขับเคี่ยว พันตูกัน ระหว่าง “2พรรคใหญ่” พลังประชารัฐ (พปชร.) กับ เพื่อไทย (พท.) ส่วน พรรคการเมืองอื่นๆ ที่เหลือ บทบาท ในสภาฯ ก็มากน้อย ลดหลั่นกันลงไป แต่ที่สามารถผนึกกำลังกับ พท.ได้ อย่างน่าชมเชย คือ พรรค ก้าวไกล

ย้อนกลับมาที่ พปชร. มี “ลุงป้อม” พลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ เป็นหน.พรรค ภายใต้การกำกับของ “บิ๊กตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่ พท. ต้องยอมรับว่า บุคคล ที่ ยืนตระหง่าน อยู่เบื้อง คือ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ เจ้าเจ้าของพรรคตัวจริง

บทบาทของ “ทักษิณ” ที่ ชิงจังหวะเตะเจาะยาง รัฐบาล “บิ๊กตู่” ข้ามโลกมาจากดูไบ ผ่านกิจกรรม CARE TALK ในหัวข้อ “คนไทยไร้จน:ฝันเฟื่องหรือเรื่องจริง” เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปที่ปัญหาเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“รัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจช่วงนั้นจะดีเท่านั้น รัฐธรรมนูญที่ประชาธิปไตยแย่เท่าไหร่ เศรษฐกิจมันจะแย่เท่านั้น”…

มองเผินๆ อาจเป็นแค่แท็กติกเร้าบรรยากาศเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ดุเดือดเข้มข้น หลังจากที่เพื่อไทยถูกมองว่า “ซูเอี๋ย” และเป็น “มวยล้มต้มคนดู” จากการอภิปรายคราวก่อน

กระนั้น เบื้องลึก “ทักษิณ” ไม่เพียงแต่มาออกแขกหน้าม่านเท่านั้น หากแต่ยังมีรายงานว่า เขาลงมาควบคุมการผลิตด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด ผ่านมันสมอง “เสี่ยอ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย และ “หมอมิ้ง”นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่ตั้ง “วอร์รูม” บัญชาการอภิปรายในสภาฯกันเลยทีเดียว

หากพิเคราะห์อย่างสังเคราะห์ ก็จะพบว่า การหวนคืนสู่พื้นที่ข่าวรอบนี้ เหมือนเป็นการ “เปิดหน้าชก” อย่างเป็นทางการบนสังเวียนการเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศล้างมือในอ่างทองคำ หลายครั้งหลายคราว เหมือนส่งสัญญาณต่อรอง แต่ไม่สัมฤทธิผล

และหากย้อนไทม์ไลน์ไปก่อนหน้านี้ ก็จะพบว่า ลูกสาวคนสุดท้อง “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” เพิ่งโพสต์คลิปวิดีโอ “ทักษิณ” โชว์ความฟิตในวัย 72 ด้วยการซ้อมมวยในโลกโซเชียลไปหมาดๆ ขณะที่เมื่อปลายปีที่แล้ว เจ้าตัวได้ออกมาประกาศสนับสนุน พิชัย เลิศพงศ์อดิศร สู้ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่จนได้รับชัยชนะ

ที่สำคัญจะเห็นได้ว่า การโดดขึ้นชกบนเวทีอีกครั้งนั้น มาพร้อมกับการ “รีแบรนดิ้ง” พรรคเพื่อไทย ในปฏิบัติการ “THE CHANGE MAKER” ภายใต้ขุมกำลังของกลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย หรือ 4 กุมารแห่งเพื่อไทย อันประกอบไปด้วย “หมอมิ้ง” “เสี่ยอ้วน” “หมอเลี้ยบ”นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ “เฮียเพ้ง”พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

อีกด้านหนึ่งก็พบจังหวะสอดประสาน จากความเคลื่อนไหวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สวมบทโทรโข่งช่วยตีปี๊บอวยโครงการ ‘THE CHANGE MAKER’

และตามมาด้วยการเปิดภาพการเข้ารับการฉีดวัคซีนที่ดูไบ พร้อมขยี้ปมวัคซีนด้วยการส่งความห่วงใยมาถึงคนไทย

“ทำให้ดิฉันอดคิดถึงพี่น้องประชาชนคนไทยไม่ได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้มีโอกาสฉีดวัคซีนในเร็วๆ นี้ เพื่อสามารถเปิดประเทศให้เกิดธุรกิจการค้าได้โดยเร็ว”

ใดๆล้วนสะท้อนเป้าหมาย ในการทำให้พรรคเพื่อไทย กลับไปเป็น “พรรคไทยรักไทย” ที่เคยฝากผลงานด้านเศรษฐกิจไว้ในอดีต

ขณะเดียวกันก็กระแทกไปที่ “บิ๊กตู่” โดยตรง ด้วยการชูเอา “ทักษิณ” ขึ้นมาเปรียบมวย!

จึงไม่แปลกที่จะได้ยินวาทะกรรมดุเดือด “รัฐบาลปรสิต” หลุดออกมาจากการอภิปรายของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ทั้งที่มีภาพลักษณ์สุขุมคัมภีรภาพ และประนีประนอมประสานประโยชน์

จากที่ก่อนหน้านี้ บทบาทของพรรคเพื่อไทย ดูเหมือนจะถูกขโมยซีนไปจากคณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล ที่โน้มคอตีเข่า “คลุกวงใน”กับรัฐบาลผ่านการเมืองในสภาฯ และม็อบบนท้องถนนมาตลอด กับกลเกมแก้ไขมาตรา 112

ฉะนั้น ในจังหวะที่ม็อบราษฎร เคลื่อนไหวแปรผันกับพรรคก้าวไกลเริ่มแผ่ว จึงเป็นจังหวะให้พรรคเพื่อไทยฉีกตัวออกมาหาแสง ด้วยการเข็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจออกมา เพื่อหาที่ยืนให้กับพรรคเพื่อไทย ก่อนวางเกมยาวไปถึงการเลือกตั้งใหม่ที่จะมาถึงในปี 2565

หรืออาจเร็วกว่านั้น หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น “ยุบสภา” เพื่อสกัดเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ!!

ซึ่งนั่นเท่ากับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม!!

เมื่อดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว หากพรรคเพื่อไทยต้องการเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลแบบสะดวกโยธิน นอกจากต้องพึ่งพาพรรคพันธมิตร อย่างพรรคเสรีรวมไทย และพรรคประชาชาติแล้ว ยังต้องพึ่ง กลยุทธ์ “แตกแบงก์พัน” เพื่อรวบรวมเสียงข้างมากให้ได้หลังการเลือกตั้ง สกัดไม่ให้250 ส.ว.มีบทบาทตั้งนายกฯได้ซ้ำสอง และฝากเลี้ยงเป็นพรรคสำรองหากพรรคเพื่อไทยถูกยุบ!!

ฉะนั้น จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” นอกจากการกลับมามีบทบาทในฉากหน้าของพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังเก็บกวาดบรรดาพรรคอะไหล่ เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้ง บนพื้นฐานของการเลือกใช้ “คนที่ไว้ใจ”

ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ในความพยายามทาบทาม “คนนอก” เข้ามานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคแทน สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ด้วยเพราะ “สงคราม”นั้นเป็นคนของ จตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเพิ่งสะบั้นสัมพันธ์กันไปเมื่อไม่นานนี้

ส่วนที่ต้องล็อกเป้าไปที่ “บิ๊กตู่” นั้น ก็ใช่เพียงเหตุผลที่เขาเป็นหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้เพียงเท่านั้น

หากแต่เป็นเพราะจับสัญญาณความเคลื่อนไหวในการเตรียมตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา ของ “ปลัดฉิ่ง”ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีข่าวว่า รับบัญชามาจาก “2 ป.” ให้จัดตั้งพรรคการเมืองสำรองไว้ แม้จะได้รับการปฏิเสธก็ตาม

“ป.ไหน ป.นี้ไม่รู้เรื่องเลย ป.นี้ไม่สันทัดการเมือง ยืนยันว่าไม่เกี่ยวและไม่ได้อยู่ในความคิด ต้องไปถามคนให้ข่าว ไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ระบุ

อย่างไรก็ตาม กระแสของพรรคใหม่นี้ ว่ากันว่าเป็นการเตรียมไว้ให้ “บิ๊กตู่” เป็นหัวหน้าพรรค แทนพรรคพลังประชารัฐ ที่มีความขัดแย้งภายใน หลายก๊ก หลายเหล่า

กระนั้น หากถามว่า “บิ๊กตู่” ล่วงรู้หรือไม่ ถึงแผนการ “ชกใต้เข็มขัด”ของ “ทักษิณ” ก็ต้องบอกว่า น่าจะระแคะระคายบ้างไม่มากก็น้อย

ไม่เช่นนั้นคงไม่พูดลอยๆ ออกมาว่า “อยากบอกว่าประเทศไทยเราเปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2520 ที่มีการปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรรมมาเป็นการส่งออกและเทคโนโลยี ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนรวยเมื่อปี 2530 หรอก ลองไปดูสิ ใครรวยเมื่อปี 2530จากโครงการโทรคมนาคม”

ซึ่งทอดตาดูห้วงเวลาดังกล่าว จะหมายถึงใครไปไม่ได้เลย นอกจาก “ทักษิณ”!!

และยังตอกไปอีกกระทอก ระหว่างลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายของฝ่ายค้านคดี “บอส อยู่วิทยา” ตอนหนึ่งว่า

“ผมรังเกียจคนพวกนี้ หนีคดีอยู่ต่างประเทศ ออกหมายอะไรไปก็แล้วแต่ไม่เคยได้กลับมาสักคนเลย คดีอื่นก็เหมือนกัน แต่ก็ขอขอบคุณสำหรับข้อมูล”

ชัดเจนว่า การเมืองไทย ตั้งแต่อดีต จนถึง ปัจจุบัน หนีไม่พ้นมวยคู่เดิม ที่จะต้องกลับมาล้างตา กันอีกครั้ง ระหว่าง มวยคู่เดิม “ทักษิณ” กับ “ประยุทธ์” นั่นเอง