หน้าแรก รายงานพิเศษ การเมืองจับตา “มาร์ค พิตบูล” จับมือ “มาดามส้ม” ดัน “พรรคศรัทธา” สู่สภาฯ

การเมืองจับตา “มาร์ค พิตบูล” จับมือ “มาดามส้ม” ดัน “พรรคศรัทธา” สู่สภาฯ

เมื่อ “มาร์ค พิตบูล” จับมือ “แม่เลี้ยงส้ม” ปลุกพรรคศรัทธา เป้าหมาย 10 สส. ไกลเกินเอื้อมหรือมีลุ้น?

การรีแบรนดิ่ง จาก “พรรคพร้อม” มาเป็น “พรรคศรัทธา” ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อหรือโลโก้ แต่เป็นความพยายามรีเซ็ตภาพลักษณ์ทางการเมืองทั้งพรรค พร้อมกับการดึง “ณัชพล สุพัฒนะ” หรือ “มาร์ค พิตบูล” ขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค เพื่อสร้างแรงดึงดูดและเพิ่มการรับรู้ในหมู่ประชาชน

ก่อนหน้านี้ พรรคพร้อม ภายใต้การนำของ “แม่เลี้ยงส้ม” ดร.พิมไหมทอง ศักดิพัตโภคิน แม้จะมีความพร้อมด้านโครงสร้างและการจัดตั้ง แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในสนามเลือกตั้งได้มากนัก จึงต้องหากลยุทธ์ใหม่ในการสร้างการจดจำ และการเข้าถึงฐานมวลชน เพราะการเมืองไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะทำได้สำเร็จ ยังมีมิติอีกมายมาย

การเลือกมาร์ค พิตบูล จึงเป็นการเลือก “แบรนด์บุคคล” มากกว่าการเลือกนักการเมืองแบบดั้งเดิม เพราะมาร์คมีฐานผู้ติดตามในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนไม่น้อย มีบุคลิกตรงไปตรงมา ดุดัน กล้าเผชิญหน้า และสามารถสร้างกระแสได้ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว

ในอีกด้านหนึ่ง มาร์คก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่บนถนนการเมือง เขาเคยร่วมงานกับ “เต้ พระราม 7” ในการสร้างพรรคไทยศรีวิไลย์ และต่อมายังมีบทบาทกับพรรคเศรษฐกิจ แม้สุดท้ายจะเลือกแยกเส้นทาง แต่ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เขาเข้าใจทั้งการสร้างพรรค การสร้างฐานมวลชน และข้อจำกัดของพรรคการเมืองขนาดเล็กเป็นอย่างดี

ขณะที่ “แม่เลี้ยงส้ม” ซึ่งถอยจากหัวหน้าพรรคมารับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ก็ยังเป็นกำลังสำคัญด้านการบริหารจัดการองค์กรและการวางโครงสร้างพรรค การแบ่งบทบาทเช่นนี้สะท้อนว่า พรรคศรัทธาพยายามให้มาร์ครับหน้าที่สื่อสารกับสังคม ส่วนแม่เลี้ยงส้มรับผิดชอบการจัดการภายใน ซึ่งถือเป็นการแบ่งงานที่ค่อนข้างชัดเจน
และลงตัว

อย่างไรก็ตาม การมีแบรนด์ที่แข็งแรง ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงได้โดยอัตโนมัติ

โจทย์สำคัญของพรรคศรัทธา คือ การเปลี่ยน “ยอดวิว” ให้เป็น “คะแนนเลือกตั้ง” เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่า ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์จำนวนไม่น้อย เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้งจริงกลับไม่สามารถแปลงความนิยมเป็นคะแนนเสียงได้ เนื่องจากการเลือกตั้งยังต้องอาศัยเครือข่ายพื้นที่ ผู้สมัครที่มีศักยภาพ งบประมาณ และทีมงานระดับจังหวัด

ส่วนเป้าหมายการได้ สส. 10 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน ที่เหลือเป็น สส.เขต อาจจะขอปักธงสนามกรุงเทพ สนามเชียงใหม่ สนามภาคกลาง ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง หากพิจารณาจากฐานเสียงเดิมของพรรคและการแข่งขันกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ รวมถึงพรรคขนาดกลางที่มีฐานพื้นที่ชัดเจนอยู่แล้ว

หากหวัง สส.เขต พรรคจำเป็นต้องมีผู้สมัครที่แข็งแรงในพื้นที่ มีฐานการเมืองเดิม หรือมีเครือข่ายท้องถิ่นรองรับ ขณะที่หากหวัง สส.บัญชีรายชื่อ ก็ต้องสร้างคะแนนนิยมทั่วประเทศให้มากพอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคใหม่ที่เพิ่งรีแบรนด์ ก็คงต้องฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครในการเฟ้นหาคนคุณภาพมาลงสมัคร ไม่สุกเอาเผากิน หยิบของใกล้มือ ลองเอื้อมไปไกลๆ มองโลกให้กว้างขึ้น อาจจะเห็นชิ้นปลามันก็ได้

พรรคศรัทธาควรจะมีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครย่อยลงไปในระดับภาค กรรมการสรรหา 9 คน คงไม่อาจรู้จักคนได้ทั้งประเทศแน่นอน กรรมการสรรหาระดับภาค ระดับ กทม.จึงเป็นเรื่องของความจำเป็น

ดังนั้น จุดชี้ขาดของพรรคศรัทธา จึงไม่ได้อยู่ที่ชื่อพรรคหรือหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างทีมผู้สมัคร การขยายเครือข่ายในจังหวัดต่าง ๆ และการกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ชัดเจนว่า พรรคจะเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มใด และมีนโยบายอะไรที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น

สุดท้าย การจับมือกันของ “มาร์ค พิตบูล” กับ “แม่เลี้ยงส้ม” ถือเป็นการผสมผสานระหว่าง “นักสร้างกระแส” กับ “นักสร้างองค์กร” ซึ่งอาจทำให้พรรคศรัทธาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระยะสั้น แต่การจะ “แจ้งเกิด” ในสนามเลือกตั้งจริงหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์ด้วยคะแนนเสียงของประชาชน และไม่ควรลืมว่า การสร้างกระแสจะต้องใช้สื่อที่เข้มข้นอย่างมืออาชีพ

สำหรับเป้าหมาย 10 ที่นั่ง สส. ในทางการเมืองถือเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน และหากทำได้จริง ย่อมถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของพรรค แต่หากยังไม่สามารถสร้างฐานพื้นที่และผู้สมัครที่แข็งแรงได้ เป้าหมายดังกล่าวก็อาจเป็นเพียง “ความศรัทธา” ที่ยังต้องรอการพิสูจน์จากประชาชนในวันเลือกตั้ง

#นายหัวไทร
#พรรคศรัทธา
#มาร์ค_ส้มคู่ดูโอ้
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน