เจาะลึก!”ขบวนการจุดไฟสงครามศาสนา” ในประเทศไทย

1013

ข่าวทั่วโลกเผยแพร่ออกไปว่า เมียนมา (พม่า) เล็งดำเนินการตามกฎหมายต่อพระวีระธู หลังตอบโต้คำสั่งห้ามเทศนาด้วยการประท้วงปิดปาก

เครือข่ายต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ มองว่า ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลพม่า คือการ “ปรับกลยุทธ์” ไม่ให้กลายเป็นหมาก ของขบวนการ ซีไอเอ ยิวไซออนนิสต์ และพวกสมุนซีไอเอ (ในคราบนักบวช) เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าต้องกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาคมโลก แบบปราศจากทางต่อสู้ เพราะจำนนด้วยหลักฐาน ที่ดันหันไปเอออออ กับพวกนอกศาสนา

ทั้งสองกลุ่ม ปั่นหัวและจ้างเป็นตัวเงินหรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อพวกนิยมความรุนแรง ทั้งที่เป็นชาวบ้าน ข้าราชการ และที่แฝงมาในคราบพระภิกษุผู้ทรงศีล ในพม่า (รวมทั้งในประเทศไทย) วัตถุประสงค์ก็เพื่อใช้พวกนี้จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ หรืออย่างน้อยก็ กราปะทะการจราจล

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะสบโอกาส เข้าต่อรองกับกลุ่มอำนาจต่างๆ แทรกแทรงการบริหาร หรือร่วมกำหนดนโยบาย สัญญาผูกมัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นผลประโยชน์กับกลุ่มทุนข้ามชาติที่สนับสนุนพวกเขาอยู่ทันที แต่คราวนี้รัฐบาลพม่าโดย “อองซานซูจี” ที่มีกุนซือดีๆ หลายๆ ทีม เริ่มจะตั้งหลักได้แล้ว…

ในประเทศไทย การเคลื่อนไหวให้เกิดความรุนแรง ก่อตัวขึ้นด้วยยุทธวิธี “สร้างความแตกแยกระหว่างศาสนา” มาอย่างต่อเนื่อง
เริ่มตั้งแต่การก่อความรุนแรงในภาคใต้ ให้คนมีสียิงชาวบ้าน และก็ยุชาวบ้านยิงตอบโต้ ต่อมาพัฒนาเป็นยิงพระ ยิงอิหม่าม เผามัสยิด เผาวัด แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ทำไม่ขึ้น…

ปัจจุบัน แม้จะใช้ยุทธวิธีเดิม แต่เพิ่มกลยุทธใหม่เข้าไป โดยใช้ระบบ “ทีมงานต่อต้านอิสลาม” เข้ามาสวมตำแหน่ง ทำหน้าที่แทนทีมเดิม ทุกการเคลื่อนไหวสร้างความขัดแย้งนั้น ล้วนมีผู้อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น

เห็นได้จาก…
1. การสร้างความ “หวาดกลัวอิสลาม” ด้วยข้อมูลเท็จ
ระยะหลัง เกิดความพยายามกระจายออกไปในสื่อโซเชี่ยล หวังให้ประชาชนตระหนก ตกใจ และแชร์ออกไปให้มากที่สุด ในหมู่ชาวพุทธ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่มีเวลาตรวจสอบข่าว เช่น คนหาเช้ากินค่ำ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น

2. มีการแบ่งกำลัง แบ่งหน้าที่ เป็นหลายกลุ่ม
ในการให้ร้าย โจมตีศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างความกลัวอิสลาม มีสิ่งบ่งชี้ชัดว่า “ทำกันเป็นทีม” สร้างความขัดแย้งแบบ “ชุดใหญ่” มีทั้งกลุ่มนอกศาสนาที่แฝงเป็นนักบวช กลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการ สื่อ ดังนั้น ขบวนการสร้างสถานการณ์ “จุดไฟประเทศ” นี้ จึงมีวาระชัดเจนว่า “ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง” ตามยุทธวิธี แยกกันเดิน รวมกันตี

3. ดูหมิ่นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม
กระบวนการนี้ ดำเนินโดยใช้ยุทธวิธีทางกฎหมาย เนื่องจากการกล่าวหาบุคคลกลัวถูกฟ้อง โดยทำตัวเป็นผู้กล่าวหาว่า จุฬาราชมนตรีมีพฤติกรรม “คอรัปชั่น” ออกตราฮาลาลโดยผิดกฎหมาย นำเงินไปใช้ผิดประเภท

4. หวังให้มุสลิมตบะแตก
ขบวนการจุดไฟประเทศ ยังให้ “กลุ่มฮาร์ทคอร์” ทั้งที่เป็นคนนอกศาสนาที่แฝงมาในคราบนักบวช และนักเลงคีย์บอร์ด สบถ ด่าว่าอย่างหยาบคาย ทั้งวาจาและท่าทาง ต่อพระเจ้าของศาสนาอิสลาม (หวังจะให้ฝั่งมุสลิมด่าว่าศาสดาของศาสนาอื่นบ้าง)

5. สร้างกลุ่มสื่อโซเชี่ยล ปล่อยข่าวใส่ร้ายนายกรัฐมนตรี
โดยกลยุทธ์ใส่ร้ายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีนี้ มีหลายประเด็น ทั้งในเรื่องทำลายวัดดัง ตั้งงบให้อิสลาม และกล่าวหาว่าเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามแล้ว

6. เติมเชื้อไฟใต้
เนื่องจากเหตุการไฟใต้ เป็นประเด็นอ่อนไหวในแง่ความรู้สึกระหว่าง คนไทยที่รักและหวงแหนแผ่นดินที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน
การรัฐบาลสามารถจัดการได้ เพราะใช้ทั้งไม้แข็งไม้อ่อน จนโจรใต้หลายกลุ่ม ทั้งมีสีและไม่มีสี อ่อนแรงจนแทบทำอะไรไม่ได้
ทำให้ภาพ “มุสลิมก่อการร้ายแยกดินแดน” ค่อยๆ เลือนหายไป
และอาจ “จุดไ่ม่ติด” อีกเลยก็ได้
ล่าสุด พวกซีไอเอ ยิวไซออนนิสต์ และคนไทยขายชาติ นอกศาสนา จึงพยายามสร้างกระแสนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งจ้างทีมติดอาวุธลงมือ และนำข่าวมาขยายต่อ รวมไปถึงการ “จับแพะชนแกะ” นำเรื่องส่วนตัว เรื่องค้ายาและฆ่ากัน มาเป็นประเด็น “มุสลิมแยกดินแดน” ด้วย แม้ว่ารัฐบาลจะแถลงอย่างไรก็ไม่ยอมรับฟังเหตุผลทั้งสิ้น

แม้กระบวนการข้างต้น จะยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พวกนี้ก็ได้แค่ “ทำเอาหน้า” เพื่อไปเบิกค่าใช้จ่าย… ทั้งนี้เพราะการข่าวของรัฐบาล มีมือไม้ แขนขา ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ในการรุกและรับกับสถานการณ์ พี่น้องจึงไม่ควรกังวลเกินไป

อย่างไรก็ตาม เป็นหน้าที่ของชาวไทยผู้รักชาติ รักศาสนา รักสถาบันฯ โปรดร่วมกันเป็นหูเป็นตา แจ้งข่าวสารและให้การตักเตือน อย่าปล่อยให้ ไอ้ อี ผู้ใด กระทำการจุดไฟประเทศ ตามแผนชั่วนี้ได้

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ปุถุชน คนมีอารมรณ์กันได้ แต่การไม่ใช้อารมณ์โกรธแค้น ตอบโต้ เป็นการ “อิบาดะฮฺ” ต่ออัลลอฮฺ ซบ. และนั่นเป็น “หน้าที่เดียว” ของเราบนดุนญานี้

ผู้ที่อาศัยหลักธรรมของศาสนาเป็นทางนำ ควรตระหนักว่านี่คือ “การทดสอบ” ต่อบ่าวของพระองค์ ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เพื่อให้มุสลิมในประเทศไทย เก่งขึ้น เชี่ยวชาญขึ้น ในการสร้างสันติสุข ขึ้นบนหน้าแผ่นดิน ตามที่พระองค์ทรงสั่งไว้

และเป็นการแสดงให้โลกเห็นว่า ในฐานะ “ประชาชาติตัวอย่าง”
ณ ที่แห่งนี้ ชาวมุสลิมไทยได้ใช้ ความเมตตา สติ ปัญญา ความรู้ ความสามารถ “จัดการพวกคนร้าย” ได้อย่างไร

โจทย์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ท่านนบีมูฮัมมัด ซล. เคยเจอ และเคยแก้ไขทำให้ดูเป็นแบบอย่างมาแล้ว หวังว่าเราจะร่วมกันทำได้เช่นกัน อินชาอัลลอฮฺ

ขออัลลอฮฺ ซบ. ทรงโปรดนำเราไปสู่ทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด
อามีน

Cr.ปฤษฎางค์ อัยยูบ ศิลปวงษา