หน้าแรก ในประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัด พิธา-ก้าวไกล ล้มล้างการปกครอง สั่งหยุดการกระทำ

ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัด พิธา-ก้าวไกล ล้มล้างการปกครอง สั่งหยุดการกระทำ

ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัด พิธา-ก้าวไกล ล้มล้างการปกครอง สั่งหยุดการกระทำ

วันที่ 31 ม.ค. 67. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ขึ้นบัลลังก์การคำวินิจฉัยกรณีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญต มาตรา 49 ว่าการกระทำของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. … เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่?

โดยมีนายธีรยุทธ ผู้ร้อง เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง เพียงฝ่ายเดียว ขณะที่นายพิธา และพรรคก้าวไกล ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง รวมถึงไม่ส่งตัวแทนเข้ามารับฟังคำวินิจฉัยแทน

ศาลรัฐธรรมได้วินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ข้อมูลจากศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคำให้การของพยานจำนวน 2 ปาก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 นายพิธา และสมาชิก จำนวน 44 คน เสนอยกเลิกม.112 ประมวลกฎหมายอาญา และมีการใช้นโยบายแก้ไข และยกเลิก ม.112 ในการหาเสียงเลือกตั้งโดยตลอด

โดยศาลรธน. วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย พรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้ถูกร้องเข้าใจ

สำหรับการเสนอร่างกฎหมายเป็นอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ ม.49 วรรค1 ได้ให้อำนาจศาลรธน. ตรวจสอบการกระทำที่เป็นการล่มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อปกป้องบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยไม่มีการบัญญัติยกเว้นกรณีใดไว้

ศาลรธน. เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์และชาติไทย ดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกัน การกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วย การที่ผู้ถูกร้องแก้ไข ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากหมวด 1 เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับความผิดตามมาตรานี้ มีเจตนาแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ชาติไทยออกจากกันส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยยะสำคัญ การนำความคิดตามมาตรานี้ เทียบเท่ากับคดีหมิ่นประมาท จะทำให้ ผู้ทำความผิด ตามมาตรา 112 ใช้ข้อโต้แย้งว่าทำไปโดยไม่รู้ มาเป็น ข้อต่อสู้ในชั้นศาลเหมือนกับคดีหมิ่นประมาททั่วไป อีกครั้งการกำหนดให้ความผิดตามมาตรา 112 สามารถยอมความได้ และให้สำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายที่สามารถเข้าร้องทุกข์ เป็นการมุ่งหมายให้การกระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดในเรื่องส่วนพระองค์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นการลดความคุ้มครอง และกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ส่งผลให้ความผิดตามมาตรา 112 ไม่ใช่ความผิดที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งที่ส่งผลต่อ จิตใจของประชาชนที่ให้ความเคารพนับถือ สถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้นการเสนอแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรผ่านกระบวนการนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ซึ่งกฎหมายนี้ถูกดำเนินการโดยผู้ปกครองที่สังกัดพรรคการเมืองเพียงพรรคการเมือง และมีการเสนอต่อกกต. เพื่อใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และปรากฏเป็นนโยบาย อยู่บนเว็บไซต์ของผู้ปกครอง แต่การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยตรง จึงถือได้ว่าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ร่วมกับผู้ถูกร้องที่ 1 ในการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับความผิดหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ต่อสภาผู้แทนราษฎร เป็นพฤติการณ์ที่แสดงออก ที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลงผ่านร่างกฎหมายและอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติเพื่อเพิ่มความชอบธรรม โดยการซ่อนเร้นผ่านกระบวนการรัฐสภา อีกทั้งผู้ถูกร้องทั้งสอง ยังใช้วิธีการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองเพื่อเสนอแนวความคิดเห็นดังกล่าว ไปยังบุคคลทั่วไปผ่านรูปแบบของนโยบายของพรรคการเมืองดังต่อเนื่อง

“เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย ให้สถาบันกษัตริย์ เป็นเหตุให้สุดโทรมเสื่อม เสื่อมทรามหรืออ่อนแอลง ทำให้สถาบันเสื่อมทรามลง นำไปสู่การลงการปกครอง”

ศาลรธน. วินิจฉัย ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้มีการทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ด้วยการแก้ไขมาตรา 112 โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นขบวนการโดยใช้หลายวิธีการ หากยังปล่อยให้ทั้งสองดำเนินการต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุเป็นการล้มล้างการปกครองในบ่อพลับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จึงสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการกระทำและแสดงความคิดเห็นทั้งการพูดการเขียนการพิมพ์และการโฆษณา รวมถึงการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นเพื่อขอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงการแก้ไขมาตรานี้ โดยใช้ช่องทางตามขั้นตอนนิติบัญญัติด้วย

ทั้งนี้ในช่วงท้าย หลังอ่านคำพิพากษา ศาลรธน. กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่หากใช้คำวิจารณ์ที่ว่าคาดมาตรร้ายอาจเป็นการละเมิดศาล ซึ่งมีโทษทั้งตักเตือน จำคุกและปรับ ไม่เกิน 50,000 บาท.