แม่ทัพภาคที่ 4 แถลงออกหมายจับคนร้ายระเบิดบิ๊กซีปัตตานีแล้ว 11 ราย เตรียมนำผู้ต้องหาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

2807

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2560) เวลา 10.30 น. พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 แถลงความความคืบหน้าต่อสื่อมวลชน กรณีเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด ห้างบิ๊กซีปัตตานี ว่า “จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดห้างบิ๊กซีปัตตานีนั้น วันแรกได้ออกหมายจับไปแล้ว 1 คน และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ได้ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 8 คน รวมเป็นหมายจับ 9 คน และออหมาย พ.ร.ก.อีก 2 คน รวมเป็น 11 คน ส่วนความคืบหน้าตอนนี้กำลังประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำไปสู่การทำแผน ประกอบคำรับสารภาพการก่อเหตุในครั้งนี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่การไปเอาโทรศัพท์เจ้าของรถมา และล่วงออกไปทำร้ายจนเสียชีวิต จนกระทั่งนำรถไปประกอบระเบิด เพื่อนำไประเบิดห้างบิ๊กซี ซึ่งตอนนี้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำไปประกอบแผนว่ามีขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าคนที่ลงมือก่อเหตุเป็น กลุ่มเดิมทั้งหมดที่พยายามก่อเหตุรุนแรงมาโดยตลอด และตนเองได้พูดไปแล้วตั้งแต่ต้นปีว่า ตราบใดที่ยังทำร้ายประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ ตนก็จะจับทุกกรณี ในเมื่อไม่ต้องการให้บ้านเมืองสงบ เราก็จะไม่สงบเหมือนกัน ในเรื่องภัยแทรกซ้อนก็จะจับทุกอย่างทั้งในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ส่วนในทางด้านยุทธการ ทหาร ตำรวจ และภาคประชาชนทุกคน ก็รู้หน้าที่ในการปฏิบัติเพราะทุกคนเป็นทหารอาชีพ และอยู่กับประชาชนโดยตลอด เพราะฉะนั้นในด้านยุทธการ เราตามบุคคลทั้ง 8-9 คนแน่นอน ซึ่งอาจรวมคนอื่นรวมทั้งหมด 15 คน โดยทั้ง 15 คนเราเรียกเป็น กลุ่ม กลุ่มนี้ไม่มีพื้นที่ในแผ่นดินไทยให้เขาได้อาศัยอยู่แล้ว เพราะกฎหมายมีอีกหลายปี 10 – 20 ปี หากเขาหลบๆซ่อนๆ ได้ก็หลบไป เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ติดตามหาตลอดเวลาและทุกทิศทุกทาง โดยทางภาคประชาชนและชาวบ้านก็ช่วยและร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งชาวบ้านก็ให้ข่าวสารมาบ้างแล้ว ว่าทั้ง 8 คน ได้หลบหนีไปส่วนไหนบ้าง เราก็จะเข้าไปติดตามและสืบหาตัวไปเรื่อยๆ ก็คิดว่าจะได้ตัวในเร็วๆนี้ ซึ่งทั้ง 8 คน ยังอยู่ในพื้นที่และอาศัยอยู่ตามเชิงเขา ในเมื่อเขาทำกับประชาชนอย่างนี้ ประชาชนซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงก็เสมือนเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เราก็จะเดินหน้าเชิงรุกตลอดแนว ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และกำลังภาคประชาชน ก็ได้บูรณาการให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ซึ่งทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็เร่งร่วมมือช่วยกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่ก่อเหตุนี้ขึ้นมา เพื่อมาทำร้ายประชาชนมาทำลายพื้นที่ เราก็จะจับทุกกรณี ของเถื่อนทุกชนิด เราจะจับให้หมด ในส่วนของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ทำการปล่อยตัวไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องขอให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเข้ามาช่วยบอกหลักฐานหรือรู้เห็นสิ่งใดบ้าง ระหว่างที่อยู่ตอนนั้น”

เมื่อถามถึงขั้นตอนดำเนินการ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ดำเนินการอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ได้มีการบูรณาการประสานงานกันอย่างเต็มที่ จนสามารถควบคุมตัวบุคคลได้แล้ว และได้มีการพูดคุยในเรื่องการทำแผน นอกจากนี้จะมีการเชิญผู้นำศาสนามาพูดคุยในวันที่ 20 พฤษภาคม 2560 นี้ เพื่อมาพูดคุยถึงสถานการณ์ รวมถึงสถานที่ที่เป็นมัสยิดทำไมถึงให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงมาก่อความไม่สงบในสถานที่ดังกล่าวได้ มีทั้งอาวุธ และการทำร้ายร่างกายในมัสยิดได้ ซึ่งจะขอความร่วมมือจากผู้นำศาสนาว่าไม่ให้ใช้มัสยิด ตาดีกา ปอเนาะ ให้ผู้ก่อเหตุได้นำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งก็จะมาพูดคุยกันในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

“ในส่วนของการฝึกอบรมในครั้งนี้ ได้เชิญ รปภ. ทั้งชายและหญิง ทั้งในส่วนของห้างร้าน บริษัท มาในวันนี้ เพื่อมารับฟังว่า การรักษาความปลอดภัยคน การรักษาความปลอดภัยสถานที่ เเละการเดินรถ ควรจะทำอย่างไร แล้วสิ่งบอกเหตุ ที่จะเกิด หรือสิ่งบอกเหตุต่างๆ ของพื้นที่ หรือรัศมีของระเบิดจะมีอนุภาพขนาดไหน เราจะทำให้เหมือนหลักสากล เช่น เหตุการณ์สึนามิ หากเกิดแผ่นดินไหวประชาชนควรต้องทำอย่างไร หากเกิดไฟไหม้ประชาชนต้องทำอย่างไร เช่นเดียวกัน เราก็จะมีการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องเหตุระเบิด เพื่อบอกให้ประชาชนได้รู้ว่า หากเกิดขึ้นจะต้องหลบในระยะเท่าไหร่ จะมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไร และให้ รปภ. ทั้งชายและหญิง ได้กลับไปบอกต่อ หรือกระจายข่าวความรู้ที่ได้รับไปยังบุคคลอื่นใกล้ตัวได้เรียนรู้ในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งบุคคลที่ว่าอาจจะเป็นลูกหรือบุตรหลาน ซึ่งเมื่อเขาเติบโต เขาก็จะมีความรู้ในการป้องกันเหตุ ได้อย่างถูกต้อง เหมือนกับต่างประเทศที่สอนให้เด็กได้รู้วิธีการป้องกันตนเองในขั้นต้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ” แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวเพิ่มเติ่มอีกว่า “ประเด็นในเรื่องของธงสีแดง สีเขียว สีเหลือง คงไม่มีอะไรมาก ซึ่งมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ถ้าห้างร้านไหนปฏิบัติตามที่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ทหารบอก ในเรื่องการติดกล้อง CCTV เราก็จะปักธงสีเขียวให้ หากห้างร้านใด ไม่ยอมติดตั้งกล้อง CCTV ซึ่งเราไปบังคับเขาไม่ได้ เราก็จะทำการปักธงสีเหลืองหรือสีแดง เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า ห้างนี้ยังมีความปลอดภัยในพื้นที่ไม่เต็ม 100% ดังนั้น เรื่องการติดตั้งธงจึงเป็นแค่การแสดงให้ประชาชนได้รู้ว่า พื้นที่ใดปลอดภัย หรือพื้นที่ใดไม่ปลอดภัย