โกงทั้งระบบ!คนสำนักพุทธฯเรียกเงินวัด 75%

1183

 

“ออมสิน”สั่งสำนักพุทธฯกวาดบ้านล้างทุจริต สั่ง “เล่นให้เต็มเหนี่ยว” บิ๊กสำนักพุทธฯตัวการรีดเงินวัด ลั่นคนทุจริตเอาไว้ไม่ได้ แฉผู้บริหารเอี่ยวนับสิบ พฤติกรรมยิ่งกว่าโจรปล้นพระ เรียก“เงินทอน”75% สูบเงินรัฐมาตั้งแต่ปี’55

ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำกำลังบุกเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 10 จุด ใน กทม.ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านพักข้าราชการระดับสูง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบกรณีการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด 12 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท

ผอ.แฉเองบิ๊ก“พศ.”เรียกเงินทอนวัด

โดย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า การตรวจค้นที่เกิดขึ้นทราบว่าเกิดจากการร้องเรียนเรื่องการทุจริต โดยมีการใช้อำนาจหน้าที่ไปตกลงกับวัดเรื่องการรับงบประมาณเพื่อบูรณะและปฏิสังขรณ์ จากนั้นจึงได้โอนเงินงบประมาณจากส่วนกลางไปให้วัด แล้วให้วัดโอนเงินกลับมาให้ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนว่าต้องการเท่าไรจากตัวงบประมาณ หรือเรียกว่าเงินทอน ซึ่งงบประมาณส่วนนี้เป็นเงินอุดหนุนที่จ่ายให้กับวัดใน 3 กรณี คือ 1.เพื่อไปปฏิบัติบูรณะซ่อมแซม 2.เพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม และ 3.เพื่อการเผยแผ่ ดำเนินกิจกรรมทางศาสนา

ผงะ!ยิ่งกว่าปล้น-สูบหัวคิวครั้งละ75%

“เท่าที่ได้ไปย้อนดูงบประมาณในช่วงที่ผ่านๆมา และที่กำลังจะขอใหม่ใน 1 ปี มีงบประมาณอุดหนุนทั่่วประเทศจะอยู่ที่หลักร้อยล้าน ถึง 1 พันล้าน ซึ่งอำนาจการจัดสรรงบเป็นของหัวหน้าส่วนราชการผู้ถืองบฯ แต่ พศ. ไม่ใช่กรมและไม่ใช่กระทรวง ดังนั้นผอ.พศ.จึงทำหน้าที่หัวหน้าส่วนราชการ โดยหลักการจะจัดสรรตามความจำเป็น พิจารณาจากวัดแจ้งความประสงค์มา ผ่านไปยังจังหวัดและรวบรวมมาที่ พศ. ซึ่งที่ได้ยินมาการทอนเงินจะอยู่ในอัตรา 3 ใน 4 คือ ทอน 75% ของเงินที่ได้จ่ายออกไป อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณระหว่าง 2556-2559 ส่วนใครจะเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องเงินทอนคนใน พศ. เขารู้กันว่ามีการทำแบบนี้  ผมเพิ่งมาผมยังรู้เพราะเขาเล่าให้ฟัง” พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าว

แฉระดับบิ๊กเอี่ยวเป็นสิบ-ลั่นเอาไว้ไม่ได้

ด้าน นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล พศ. เปิดเผยว่า ได้รับทราบรายงานจาก ผอ.พศ. ว่า กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีข้าราชการระดับสูงของ พศ. ทั้งในอดีตและปัจจุบันเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นเท่าที่ทราบว่าเป็นเรื่องเก่าที่มีผู้บริหารของ พศ. เข้าไปเกี่ยวข้องประมาณ 10 คน แต่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดพฤติกรรมมากนัก กำลังเร่งตรวจสอบอยู่ อย่างไรก็ตามหากพบว่ามีการทุจริตจริง ก็คงไม่เก็บไว้ เพราะการทุจริตต้องไม่มีในรัฐบาลนี้จะมีไม่ได้ ต้องลงโทษขั้นเด็ดขาด ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ต้องให้ปปป.ชี้มูลความผิดมาก่อน โดยโทษทางวินัยมีตั้งแต่การไล่ออก ปลดออก ต้องดูตามลักษณะความผิดของแต่ละคน

เจอสลิปมัด-อ้างโอนเงินธุรกิจ

“เรื่องนี้มีการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว จึงได้มีการค้นบ้าน เบื้องต้นได้รับรายงานว่าไปเจอเอกสารเกี่ยวกับสลิปการโอนเงินในบ้านของข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันยังทำงานอยู่ใน พศ. โดยเป็นการโอนเงินหมุนเวียนนับล้านบาท แต่เบื้องต้นมีการชี้แจงว่าเป็นการโอนเงินในธุรกิจเครื่องเงินของครอบครัว”

ย้ำคนทำผิดต้องอยู่ไม่ได้

นายออมสิน ยังกล่าวถึงกรณีที่ ผอ.พศ. แฉว่ามีการเรียกเงินทอนจากวัดสูงถึง 3 ใน 4 ส่วน นั้น ประเด็นนี้จะกลับไปตรวจสอบใหม่ทั้งหมด ถ้าเกิดขึ้นจริงเชื่อว่าคนที่ทำผิดต้องอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะทุจริตอะไรต้องไม่ได้ทั้งนั้น และนายกฯจะไม่ยอมอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีความผิดลักษณะนี้ขึ้นมา ต้องเล่นกันเต็มเหนี่ยว

“ถ้า ผอ.พศ. รู้เรื่องแล้วว่ามีอย่างนี้เกิดขึ้นต้องดำเนินการ จะมาบอกเฉยๆไม่ได้ ผอ.พศ. ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ปรากฏ จะมาบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าเขาทำกันใน พศ.แบบนี้ มีเงินทอน ทำเป็นปกติวิสัยมันไม่ใช่ ผมในฐานะกำกับดูแล พศ. จะสั่งให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเด็ดขาดทันที เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ จะมาปล่อยไว้แล้วบอกว่าเป็นประเพณีได้อย่างไร เรื่องเงินทอนต้องไม่มี ต้องมีความชัดเจน นายกฯรู้ว่าผมหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ ท่านพูดบ่อยเรื่องทุจริต ไม่ปล่อยไว้หรอก ผมปล่อย ผมก็อยู่ไม่ได้อีก” นายออมสิน กล่าว

พบปักหลักโกงกันมานานตั้งแต่ปี55

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับแจ้งเบาะแสการทุจริต และได้เข้าทำการตรวจสอบเบื้องต้น จนพบความผิดปกติในเส้นทางการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของ พศ. จึงส่งต่อข้อมูลให้กับ บก.ปปป. เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเงินงบประมาณของ พศ. เมื่อปี 2555 -2559 มีการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนดังกล่าวให้ 33 วัด และพบว่าอาจเข้าข่ายทุจริต 12 วัด อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 6 วัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 วัด ภาคกลาง 2 วัด และภาคใต้ 1 วัด เป็นจำนวนเงินกว่า 60 ล้านบาท

โดยเป้าหมายการตรวจค้น 10 จุดทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น เป็นการเข้าตรวจค้นบ้านของข้าราชการระดับสูงของ พศ. อย่างน้อย 3 คน โดยมีทั้งที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันและพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

แนวหน้า