“แรมโบ้”เตือนสติ”จตุพร”อย่าทำผิดซ้ำสอง หยุดปลุกชาติป่วน จี้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

2734
“แรมโบ้”  เตือนสติ “จตุพร” อย่าหลงผิดอีก แฉเบื้องหลังชุมนุม53 “มีผู้สั่งการ” ตบรางวัลหลังเสร็จงานตั้งเป็น “ส.ส.-รมต.” ย้ำ ขอ ประธาน นปช. หยุดความคิดสร้างความแตกแยก และให้มาช่วยกันสร้างความสามัคคีในบ้านเมืองตอบแทนคุณแผ่นดิน เป็นครั้งสุดท้าย
วันที่ 13 พ.ค.63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมา โจมตีรัฐบาล ต่อการยิงเลเซอร์ตามหาความจริง โยงถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 53 ว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีตแกนนำที่อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมคนหนึ่ง อยากจะเตือนสติ นายจตุพร ในฐานะเพื่อนรักว่าบทเรียนในอดีตที่พวกเราเคยตกเป็นเครื่องมือของใครบางคนบางกลุ่ม
พวกเราต้องยอมรับความจริงว่า เรามีจุดยืนที่เรียกว่าทฤษฎี 2 ขา ขาที่ 1.จุดยืนเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ขาที่ 2.เรามีจุดยืนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ในการรับใช้พรรคการเมือง และเรายังมีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการอยู่เบื้องหลังในการชุมนุม คงไม่ต้องให้บอกว่าเป็นใคร
พอเลือกตั้งเสร็จทุกคนก็ได้รับรางวัลสมนาคุณความดีความชอบแกนนำทุกคนมีตำแหน่งทางการเมืองกันถ้วนหน้า บางคน ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ บางคนได้ลูกหรือภรรยามาเป็น ส.ส.ในสภา แกนนำบางคนเป็นถึงรัฐมนตรีในกระทรวงใหญ่ๆ  ที่ตนต้องพูดเพราะอยากให้ทบทวนบทบาท ความคิดว่าเราสู้เพื่อประชาชนสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หรือสู้เพื่อพรรคการเมืองหรือสู้เพื่อใครบางคน หรือสู้เพื่ออยากมีอยากได้ตำแหน่งของตัวเราเอง
นายสุภรณ์ กล่าวอีกว่า เราต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกันแบบไม่มีอคติกล่าวหาใส่ร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือ พูดเพื่อทำลายบรรยากาศให้บ้านเมืองมันมีปัญหาความขัดแย้งกลับขึ้นมาอีกเหมือนในอดีต มันได้ประโยชน์อะไร อยากให้เพื่อนลองไตร่ตรองตั้งสติดูว่าตนพูดผิดหรือพูดถูก
นายจตุพรพูดครั้งนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่จะสร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา  พวกเราน่าจะนำบทเรียนความขัดแย้งในอดีตที่ถูกกล่าวหาต่างๆนานานำมาเป็นบทเรียนเตือนสติเตือนใจที่จะร่วมมือกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความสามัคคีให้ได้ไม่ดีกว่า หรือ เพื่อพิสูจน์ตนเองไม่เป็นอย่างที่คนอื่นกล่าวหา หรือ ไม่ก็กล้ายอมรับการความจริงแบบลูกผู้ชายไปเลยว่าเราเดินทางผิด คิดผิดไปแล้ว เราผิดพลาดจริงๆไม่เห็นต้องไปกลัวอะไร
“จตุพรต้องพึงระวังอย่าเดินหลงทางซ้ำสอง ต้องพึงระมัดระวังอย่าตกเป็นเครื่องมือการเมืองของใครอีก ต้องหยุดการเดินหลงทางให้คนบางกลุ่มที่กำลังพยายามคิดจะสร้างความวุ่นวายสร้างความแตกแยกให้บ้านเมืองในขณะนี้ เราจะต้องไม่เป็นเครื่องมือให้ใครอีกต่อไป เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเมื่อปี 52 และ 53 ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับพวกเราว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นเช่นไร อย่าให้ผมพูดเลย พวกเราเองต่างหากหลอกเอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือเป็นเกาะกำบังเรียกร้องคร่ำครวญหาประชาธิปไตย จนกระทั่งถูกยัดเยียดข้อหาพาประชาชนไปตาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ใครบางคน”
“ผมจึงฝากถึงเพื่อนรักตู่จตุพร ขอเป็นคำพูดที่เพื่อนเตือนสติเพื่อน ขอให้ใช้สติทบทวนให้หนักแน่นค่อยๆคิดทบทวนตัวเอง เพราะชีวิตจริงไม่มีใครรักเราเท่ากับตัวเราเอง บทเรียนสอนใจความเจ็บปวดในชีวิตคงเตือนสติเพื่อนให้หยุดพอได้แล้ว มีอะไรคุยกันปรึกษากัน เพื่อนคนนี้ยินดีพาเพื่อนไปสู่หนทางที่พบความสงบในชีวิต เรามา สร้างบุญกุศลให้ประเทศชาติประชาชนร่วมกันก่อนสิ้นลมหายใจ ส่วนจตุพรจะเห็นด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่เพื่อน จะเกลียดจะโกรธผมก็คงไม่ว่ากัน แต่ผมพูดด้วยความหวังดี จะขอเตือนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่ก้าวล่วงเพื่อนอีกถือว่าเราได้คุยกับเพื่อนเป็นที่สุดแล้ว” นายสุภรณ์ กล่าว