28 วันการรุกรานอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล อิหร่านบอบช้ำ แต่สหรัฐ-อิสราเอลย่อยยับ
การรุกรานอิหร่านของอิสราเอล-สหรัฐฯ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการยกระดับความรุนแรง (กุมภาพันธ์ 2569) จนถึงปัจจุบัน (28 มีนาคม 2569)
📊 สถิติภาพรวมการโจมตี (28 ก.พ. – 28 มี.ค. 2569)
1. ฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ (ผู้เปิดปฏิบัติการรุก)
จำนวนการโจมตี: กองทัพอิสราเอล (IDF) ยืนยันว่าได้ทำการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 600 ครั้ง เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับฐานยิงขีปนาวุธ
จำนวนเที่ยวบินรบ: สหรัฐฯ และพันธมิตรดำเนินการบินรบรวมกว่า 8,000 เที่ยวบิน
มีรายงานการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในอิหร่านรวมกว่า 7,800 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด จากทั้งหมด 31 จังหวัดของอิหร่าน
สหรัฐฯ ระบุว่าสามารถลดขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่านลงได้ถึง 90% นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ
ฝ่ายอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missiles) เข้าใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 9 ระลอกใหญ่ (ระลอกละประมาณ 150-200 ลูก)
อิหร่านยิงถล่มเป้าหมายฐานทัพสหรัฐและผลประโยชน์ของสหรัฐ ครอบคลุม 12 ประเทศ ในภูมิภาคที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ รวมถึงโดรนพลีชีพกว่า 1,000 ลำ
.
สรุปภาพรวมเชิงสถิติ (สะสม 1 เดือน)
ความสูญเสียสะสม (ตัวเลขโดยประมาณ)
ประเภทความสูญเสีย ฝ่ายอิหร่าน (และพันธมิตร) ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล
บุคลากรทางการทหาร เสียชีวิต 6,000+ นาย (รวมระดับแกนนำ IRGC) สหรัฐฯ เสียชีวิต 15 นาย, อิสราเอล 4 นาย
.
พลเรือน เสียชีวิต 1,500 – 3,300+ ราย (ตามแหล่งข่าว) อิสราเอลเสียชีวิต 24 ราย
ยุทโธปกรณ์หลัก แท่นยิงขีปนาวุธ 190+ แห่ง, เรือรบ 140 ลำ ระบบเรดาร์และดาวเทียม 12 ชุด, THAAD 1 ชุด
โครงสร้างพื้นฐาน โรงงานนิวเคลียร์ (Natanz, Arak, Yazd) เสียหายหนัก ฐานทัพสหรัฐฯ 17 แห่ง เสียหาย (มูลค่า $800M)
.
อย่างไรก็ตาม สถิติความถี่และปริมาณการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่านมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับความเข้มข้นลดลง
📈 สถิติปริมาณการโจมตีรายวัน (Operation Epic Fury)
ปริมาณการโจมตีถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ตามยุทธศาสตร์ “ทำลาย-ควบคุม-บดขยี้” ของกองทัพพันธมิตร
อันดับ 1 วันเปิดฉากสงคราม (28 กุมภาพันธ์ 2569) – รุนแรงที่สุด
ปริมาณการโจมตี: ประมาณ 900 ครั้ง ภายใน 12 ชั่วโมงแรก
เป็นการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ (Surprise Airstrikes) ทั่วทุกภูมิภาคของอิหร่าน
เป้าหมาย พุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, ฐานยิงขีปนาวุธ และศูนย์บัญชาการหลักในกรุงเตหะราน (ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเสียชีวิตในระลอกนี้)
อันดับ 2 ช่วง 4 วันแรก (96 ชั่วโมงแรกของสงคราม)
ปริมาณอาวุธที่ใช้: รวมกว่า 5,197 ชุด (ค่าเฉลี่ยประมาณ 1,300 ชุดต่อวัน)
เป็นช่วงที่ใช้อาวุธหนักและหนาแน่นที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารให้ราบคาบ
อันดับ 3 ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึงสัปดาห์ที่ 3 (กลางเดือนมีนาคม)
ปริมาณการโจมตี ลดระดับลงเหลือเฉลี่ย 50 – 100 ครั้งต่อวัน
เปลี่ยนจากการปูพรมเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย (Precision Strikes) เช่น โรงงานนิวเคลียร์ใน Natanz และ Esfahan รวมถึงฐานทัพโดรน
อันดับ 4: สถานการณ์ปัจจุบัน (24 – 28 มีนาคม 2569)
ปริมาณการโจมตี: ประมาณ 20 – 50 ครั้งต่อวัน
ลักษณะ: เป็นการโจมตีเพื่อ “รักษาความได้เปรียบ” และทำลายความพยายามในการฟื้นฟูฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน (ล่าสุดอิสราเอลระบุว่าทำลายแท่นยิงขีปนาวุธไปแล้วกว่า 330 แห่ง จากทั้งหมด 470 แห่ง)
.
ข้อมูลสถิติ ตัวเลขโดยประมาณ หมายเหตุ
จำนวนอาวุธที่ใช้ทั้งหมด 15,000+ ชุด มากกว่าสงครามอิหร่าน-อิสราเอลปี 2568 ถึง 4 เท่า
จำนวนเป้าหมายขีปนาวุธที่ถูกทำลาย 600+ แห่ง เน้นที่ตั้ง Ballistic Missile ทั่วประเทศ
.
พื้นที่ที่ถูกโจมตี 26 จาก 31 จังหวัด ครอบคลุมเกือบทุกจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
มูลค่าอาวุธที่สหรัฐฯ ใช้ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เฉพาะในช่วง 20 วันแรกของสงคราม
.
แม้ปริมาณการโจมตีต่อวันจะ ลดลง (Trending Down) เมื่อเทียบกับวันแรก แต่นั่นไม่ใช่เพราะความขัดแย้งเบาบางลง แต่เป็นเพราะสาเหตุ
1.เป้าหมายหลักถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว สหรัฐฯ ระบุว่าขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่านลดลงถึง 90%
2.การปรับเปลี่ยนยุทธวิธี เปลี่ยนจากการใช้เครื่องบินรบจำนวนมาก เป็นการใช้โดรนสอดแนมและขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลเพื่อเก็บตกเป้าหมายที่เหลือ
.
3.การเข้าสู่ช่วงเจรจา มีการเสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อ ทำให้มีการชะลอการโจมตีขนาดใหญ่เพื่อดูท่าทีทางการทูต
.
อัตราการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธลดลง
การโจมตีอิหร่านไดัลดปริมาณลงเมื่อเทียบกับช่วงวันแรกๆ ของสงคราม เป็นผลจาก “การเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์” และสภาพความเป็นจริงในพื้นที่
1. การอ้างว่า ได้ทำลายเป้าหมายหลักเสร็จสิ้น (Degradation of Strategic Targets)
ในวันแรกๆ (28 กุมภาพันธ์ 2569) สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ยุทธวิธี “Shock and Awe” หรือการโจมตีแบบปูพรมเพื่อทำลาย ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (S-300/S-400) และ ศูนย์บัญชาการ ของอิหร่าน
เมื่อเรดาร์และฐานยิงขีปนาวุธหลักถูกทำลายไปกว่า 90% แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องส่งฝูงบินจำนวนมหาศาลเข้าไปถล่มซ้ำเหมือนช่วงแรก
ผลลัพธ์: การโจมตีเปลี่ยนจากการ “เปิดทาง” เป็นการ “เก็บกวาด” เป้าหมายย่อยที่หลงเหลือ
2. การขาดแคลนคลังแสงและงบประมาณ (Logistics & Cost Constraints)
สงครามครั้งนี้ใช้ทรัพยากรสูงมากจนน่าตกใจ:
งบประมาณ: สหรัฐฯ ใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงเดือน การคงระดับการโจมตีวันละ 900 ครั้งแบบวันแรกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในระยะยาว
ด้วยขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง (Precision-guided munitions) มีจำนวนจำกัด ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลจึงต้อง “ประหยัดอาวุธ” ไว้สำหรับเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น
3. การเปลี่ยนยุทธวิธีเป็น “การลอบสังหารและเจาะจง” (Precision over Power)
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพังทลาย กองทัพพันธมิตรเปลี่ยนจากการใช้ระเบิดทำลายตึก มาเป็นการใช้ โดรนสอดแนม และ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อ:
ตามล่าแกนนำระดับสูงของ IRGC ที่หลบซ่อนตัว
โจมตีโรงงานผลิตอาวุธใต้ดินขนาดเล็กที่เครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไม่ถึง
การโจมตีลักษณะนี้ใช้กระสุนน้อยลง แต่ต้องการ “ความแม่นยำ” และ “เวลา” ในการหาข่าวมากขึ้น
.
4. แรงกดดันทางการทูตและ “แผนสันติภาพ 15 ข้อ”
การที่สหรัฐฯ (ภายใต้รัฐบาลทรัมป์) เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อ เป็นการส่งสัญญาณว่าต้องการ “ปิดเกม”
การลดระดับการโจมตีเป็นการกดดันให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจาในขณะที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ
หากยังโจมตีหนักหน่วงต่อเนื่อง อาจทำให้พันธมิตรสายกลางในภูมิภาค (เช่น จอร์แดน หรืออียิปต์) ถอนตัวจากความร่วมมือเนื่องจากแรงกดดันด้านมนุษยธรรม
.
5. การตอบโต้ของอิหร่านในรูปแบบ “สงครามนอกตำรา”
อิหร่านไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เปลี่ยนไปใช้การโจมตีที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องชะงักลง
ภัยคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ
การขู่เก็บค่าผ่านทางหรือปิดเส้นทางเดินเรือน้ำมัน ทำให้นักยุทธศาสตร์ตะวันตกต้องคิดหนักก่อนจะยกระดับการโจมตี เพราะอาจทำให้น้ำมันโลกพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้
การโจมตีฐานทัพในประเทศที่สาม เช่น การถล่มฐานทัพ Prince Sultan ในซาอุดีอาระเบีย ทำให้สหรัฐฯ ต้องแบ่งกำลังและสมาธิไปป้องกันฐานทัพรอบนอก แทนที่จะทุ่มกำลังโจมตีอิหร่านเพียงอย่างเดียว
.
สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือน “ช่วงหยั่งเชิง” (Stalemate with high tension) ครับ แม้จำนวนตัวเลขการโจมตีจะดูน้อยลง แต่มูลค่าของเป้าหมายที่ถูกโจมตี (เช่น โรงงานนิวเคลียร์) กลกลับสูงขึ้นและมีความเสี่ยงต่อสงครามโลกมากขึ้นกว่าช่วงวันแรกเสียอีก
หมายเหตุ: ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสื่อสหรัฐ-อิสราเอล
#สงครามอิหร่าน #อิสราเอล #สหรัฐ #Mtoday



