คนมลายูมาจากไหน? รากเหง้า ความรุ่งเรือง และบาดแผลทางประวัติศาสตร์
.
จากข้อมูลของ อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ระบุว่าคนมลายูอพยพมาจากอินเดียตอนใต้ กระจายไปตาม ฝั่งทะเล กว่า 1,000 ปีก่อน โดยทางฝั่งตะวันออกลงมายังปลายแหลมมลายูจนถึงเวียดนาม ส่วนฝั่งตะวันตกไปไกลถึงมาดากัสการ์ ด้วยความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความชำนาญในการเดินเรืออย่างมาก
.
ในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน ชาวมลายูอาศัยตั้งแต่อำเภอประจวบคีรีขันธ์ลงมา (ซึ่งคำว่า “คนไทย” นั้นเพิ่งตามมาทีหลัง) ต่อมาได้ก่อตั้งเป็นอาณาจักรชื่อ ลังกาสุกะ ในยุคนั้นยังนับถือศาสนาพุทธแบบมหายานและฮินดู จนกระทั่งได้ย้ายเมืองหลวงจากบริเวณอำเภอยะรัง มายังริมฝั่งทะเลที่ ปัตตานี ประมาณปี ค.ศ. 1450-1500 (หลังกรุงศรีอยุธยาก่อตั้งประมาณ 100-150 ปี) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา
.
พญาอินทิรา ปฐมกษัตริย์แห่งปัตตานี ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ทำให้พลเมืองส่วนใหญ่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามไปด้วย ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อิสลามได้เข้ามายังแหลมมลายูประมาณ 1,000 ปีแล้ว ก่อนที่พุทธศาสนาแบบหินยานลัทธิลังกาวงศ์จะเข้ามายังนครศรีธรรมราช (ซึ่งอดีตเป็นเมืองพราหมณ์-ฮินดู) เมื่อ 700 ปีก่อนในสมัยสุโขทัย แต่อิสลามในยุคแรกเป็นการนับถือในระดับพลเมือง จึงยังไม่ได้กระจายตัวเป็นวงกว้างนัก โดยเส้นทางของอิสลามยุคแรกที่มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินทางมาจากเยเมนเข้าสู่สุมาตรา และเข้ามายังปลายแหลมมลายู
.
ปัตตานีเป็นเมืองท่าสำคัญทางฝั่งทะเลตะวันออก รุ่งเรืองอย่างมากในการค้าขายของป่าและเครื่องเทศ ในยุคการค้าที่ชาวยุโรปล่องเรือสำเภาเข้ามา ปัตตานีรุ่งเรืองที่สุดในสมัย 3 ราชินี โดยเฉพาะในรัชสมัยของ ราชินีฮีเยา
ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา สยามได้ส่งกองทัพมาโจมตีปัตตานี 2-3 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ปัตตานียอมส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง (บุหงามาศ) ถวายแด่กษัตริย์อยุธยาทุกๆ 3 ปีครั้ง
ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กองทัพกรุงเทพฯ ภายใต้การนำของ พระยาราชบังสัน (ซึ่งเป็นลูกหลานซุลต่านสุไลมาน แห่งหัวเขาแดง) สามารถตีปัตตานีได้สำเร็จ มีการเผาเมืองและอพยพชาวปัตตานีไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของมุสลิมในกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อเกิดการแข็งเมืองในรัชกาลที่ 2 ทรงส่งกองทัพมาปราบและใช้การปกครองแบบ 7 หัวเมือง พร้อมอพยพคนอีกครั้ง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการส่งกองทัพมาปราบและอพยพชาวปัตตานีและหัวเมืองอื่นขึ้นไปกรุงเทพฯ เป็นครั้งสุดท้าย
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็น มณฑลเทศาภิบาล และยกเลิกระบบเจ้าเมือง ทำให้เจ้าเมืองปัตตานีไม่ยินยอมและถูกตั้งข้อหากบฏ ถูกนำตัวไปคุมขังที่พิษณุโลก ก่อนจะถูกปล่อยตัวและลี้ภัยไปรัฐกลันตัน แต่กระแสการต่อต้านยังคงมีอยู่เนืองๆ
เข้าสู่ยุคเผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐปกครองด้วยนโยบายที่เข้มงวด กดขี่บังคับคนพื้นเมืองปัตตานีให้ปฏิบัติตามคำสั่งจากส่วนกลาง เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง เช่น การอุ้มหาย ฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา ซึ่งกลายเป็นบาดแผลทางใจมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงเหตุการณ์ปราบปรามชาวบ้านที่ดุซงญอจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
หลังจากนั้นมีการก่อตั้งขบวนการพูโล แต่เหตุการณ์ยังไม่รุนแรงมากนัก จนกระทั่งในสมัยรัฐบาลทักษิณ หลังเหตุการณ์ปล้นปืนที่หน่วยทหารพัฒนา จ.นราธิวาส ความรุนแรงได้ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านมา 22 ปี เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ
ปัจจุบันมีการนำทฤษฎีทางประวัติศาสตร์มาตีความปัตตานีเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าปัตตานีเป็นรัฐอิสระมาก่อนที่จะตกเป็นของสยาม แต่อีกฝ่ายตีความว่าเป็นรัฐบริวารของสยามมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกอาณาจักรลังกาสุกะมาอ้างว่าดินแดนตรงนี้เป็นเมืองพุทธมาก่อน เพื่อพยายามเคลมว่า “พุทธคือไทย” โดยไม่ได้แยกแยะระหว่าง ศาสนา กับ เชื้อชาติ ความเป็นพุทธในลังกาสุกะคือ “คนมลายูที่นับถือพุทธ” ไม่ใช่คนไทย เพราะคนไทยเพิ่งอพยพเข้ามาในภาคกลางเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง
จะเห็นได้ว่าในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างปัตตานีกับสยาม (หรือไทย) ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแก้ปัญหายังคงใช้วิธีการแบบเมื่อ 200 ปีก่อน คือการพยายาม รวมศูนย์อำนาจ (Centralization) เข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จ และปัญหาจะยังคงดำเนินต่อไปหากรัฐยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
บทความโดย สมพร หลงจิ



