หน้าแรก เศรษฐกิจ/ธุรกิจ “อนุสรณ์” แนะ ก.คลัง “จ่ายเงินสด” ฉุดศก. ดีกว่า ให้ผ่าน แอพ” เป๋าตังค์”

“อนุสรณ์” แนะ ก.คลัง “จ่ายเงินสด” ฉุดศก. ดีกว่า ให้ผ่าน แอพ” เป๋าตังค์”

นักวิชาการ แนะ มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงิน 2,500 และ 5,000 บาท ป้องกันนายทุนรายใหญ่ได้ประโยชน์ โดยให้ ปชช.นำไปใช้จ่ายเอง ทั้ง “เงินสด” และ ผ่าน “แอพพลิเคชั่น “เป๋าตังค์ “

วันที่14 ก.ย.63 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวถึง มาตรการกระตุ้นการบริโภคมาตรการคนละครึ่งของรัฐบาล อาจช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากกระเตื้องขึ้นบ้างในไตรมาสสี่ หากกำกับให้การใช้จ่ายเงินทำได้เฉพาะเป็นร้านค้าขนาดเล็กและขนาดย่อมเท่านั้น ทั้งนี้ ถ้ามาตรการเปิดกว้างให้ใช้ที่ไหนก็ได้ เม็ดเงินส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่เครือข่ายค้าปลีกของบริษัทขนาดใหญ่เหมือนโครงการชิมช้อปใช้

นอกจากนี้ การกำหนดเงื่อนไขเงินไม่ควรยุ่งยากเกินไป ด้วยการให้ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตังค์ ” หรือ รับเงินสด กลุ่มแรกที่รับเงินผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตังค์” ต้องจ่ายเงินอีกครึ่งหนึ่งในการใช้จ่ายและกำหนดเพดานในการจ่ายรายวัน ตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ก่อนหน้านี้

โดยคนกลุ่มที่จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตังค์” ได้รับแจกเงินมากกว่า อาจเพิ่มให้เป็นคนละ 5,000 บาท กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่ต้องการรับเงินสดโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงเลยมอบให้ท่านละ 2,500 บาท กลุ่มที่รับเงินสดก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกจากรัฐบาลจัดสรรให้และไม่กำหนดเพดานการใช้ต่อวัน ตอนนี้รัฐบาลต้องให้ร้านค้ารายย่อยไปขึ้นทะเบียน “ถุงเงิน” ของธนาคารกรุงไทยมากที่สุด

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากไม่เร่งดำเนินการตามที่กล่าวมาอัตราการขยายตัวภาคบริโภคอาจกระเตื้องขึ้นโดยภาพรวมแต่ผู้มีรายได้น้อยไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนักโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยรายเล็ก การใช้เงินงบประมาณ 45,000 ล้านบาทอาจไม่บรรลุเป้าหมายการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และ เงินจากมาตรการนี้ควรมอบให้กับผู้มีรายได้น้อย มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี หรือ เป็นผู้ว่างงานและไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สินทางการเงินใดๆ หรือ ผู้อยู่ในฐานข้อมูลลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะมีจำนวนไม่ถึง 15 ล้านคน

“ด้วยเม็ดเงินงบประมาณ 45,000 ล้านบาท หากประชาชนใช้สิทธิเต็มที่ผ่าน กระเป๋าตังค์ โดยไม่ขอรับเป็นเงินสด จะทำให้เม็ดเงินเพิ่มไปที่ 90,000 ล้านบาท หมุนอย่างน้อย 2-3 รอบจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 180,000-270,000 ล้านบาท อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพีเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อย 0.3% การที่เงินจะหมุนหลายรอบได้ต้องมุ่งเป้าไปที่คนรายได้น้อย ที่มีอัตราความโน้มเอียงในการบริโภคสูง เงินต้องใช้จ่ายไปกับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอันนำมาสู่การลงทุน การจ้างงานเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ” นายอนุสรณ์ กล่าว