ตีแผ่ความระยำของการล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน เผยแผนระลอกใหม่จาก ‘ปาเลสไตน์’ สู่ ‘ตะวันออกกลาง’ มุ่งเป้ามหาอาณาจักร ‘Greater Israel’
Mtodayy เจาะลึก: — โลกกำลังเผชิญกับบทเรียนราคาแพงจากลัทธิล่าอาณานิคมที่ไม่มีวันตาย ทว่ามันกลับมาในรูปแบบที่โหดเหี้ยมกว่าเดิม นั่นคือ “การล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน” (Settler Colonialism) ล่าสุดในงานสัมมนาทางวิชาการเนื่องใน วันนัคบา (Nakba Day 2026) ซึ่งจัดขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จัดงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญเนื่องในวันนัคบาประจำปี 2026 (Nakba Day 2026) ภายใต้หัวข้อสุดเข้มข้น “THE ‘GREATER ISRAEL’ VISION: IMPLICATIONS FOR PALESTINIAN WELL-BEING, REGIONAL STABILITY, AND THE GLOBAL ORDER” (วิสัยทัศน์มหาอิสราเอล: ผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ เสถียรภาพภูมิภาค และระเบียบโลก)
โดยเชิญนักวิชาการชื่อดังระดับโลกอย่าง ศาสตราจารย์ อิลาน ปัปเป (Prof. Ilan Pappé) นักประวัติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ชาวอิสราเอล จากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ มาร่วมปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วย ผศ.ดร. อาทิตย์ ทองอินทร์ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมวิเคราะห์เจาะลึก ร่วมกันกระชากหน้ากากยุทธศาสตร์ของอิสราเอล ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ แต่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลเพื่อกลืนกินทั้งภูมิภาคตามวิสัยทัศน์ “Greater Israel”
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (Settler Colonialism) แตกต่างจากการล่าอาณานิคมในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะเป้าหมายของมันไม่ใช่การเข้ามาขูดรีดทรัพยากรแล้วจากไป แต่คือการ “แทนที่” (Replacement)
ชี้ปม “รัฐยิว” เกิดจากความรุนแรงและการบีบบังคับ
ศาสตราจารย์ อิลาน ปัปเป ที่ได้กล่าวย้ำถึงรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า:
”การแก้ปัญหายิวในยุโรป ด้วยการสร้างรัฐยิวขึ้นมาใจกลางโลกอาหรับและโลกมุสลิมนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยการบังคับใช้ การบีบบังคับ และการใช้ความรุนแรงเท่านั้น”
ปัปเป อธิบายต่อว่า ในประวัติศาสตร์ของการล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (Settler Colonialism) ประชากรในท้องถิ่น (ชาวปาเลสไตน์) จะมีจุดที่พวกเขาต้องลุกขึ้นมาพูดว่า “พอคือพอ” และเริ่มกระบวนการต่อต้านเพื่อปกป้องดินแดนของตนเอง
แฉ “วัฏจักรเลวร้าย” ความรุนแรงที่ถูกใช้เป็นข้ออ้าง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในมุมมองของนักประวัติศาสตร์รายนี้ คือ “วัฏจักรความรุนแรงที่ไม่มีวันจบสิ้น” โดยปัปเปชี้ว่า เมื่อชาวปาเลสไตน์ลุกขึ้นมาต่อต้านจากการถูกขับไล่ที่ดินและถูกเข้ามาแทนที่ ความรุนแรงจากฝั่งผู้ต่อต้านกลับถูกฝั่งอิสราเอลนำมาใช้เป็น “ข้ออ้าง (Justification)” ในการส่งมอบความรุนแรงที่หนักหน่วงกว่ากลับไป
ซึ่งแนวคิดเรื่อง “การตอบโต้อย่างรุนแรง” (Retaliation) รูปแบบนี้ สามารถเห็นได้ชัดเจนตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของอิสราเอล และกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของโลกในปัจจุบัน

จากข้อมูลการบรรยายของ ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ ประธานหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ชี้ให้เห็นโครงสร้างความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง โดยเฉพาะในกรุงเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งเปรียบเสมือนห้องทดลองความป่าเถื่อนผ่าน 3 กระบวนการหลัก: แบ่งแยก (Fragment), ขับไล่ (Displace) และ แทนที่ (Replace)
สถิติความสูญเสียและมาตรการเยือกเย็นของอิสราเอล (2016-2023):
การทุบทำลายบ้านเรือน:
บ้านของชาวปาเลสไตน์มากกว่า 1,146 หลัง ถูกรื้อถอนอย่างไร้มนุษยธรรม
การไร้ที่อยู่อาศัย
ชาวปาเลสไตน์กว่า 2,500 คน ต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่นในบ้านเกิดตัวเอง

กระบวนการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม
มีคดีฟ้องร้องขับไล่ที่ดินมากกว่า 200 คดี ตั้งแต่ปี 2002
การกลืนชาติ
ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ถูกบีบให้ออก แต่อิสราเอลกลับส่งผู้อพยพชาวยิวเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในเยรูซาเล็มตะวันออกแล้วกว่า 14,000 คน
ไม่เพียงเท่านั้น อิสราเอลยังใช้กฎหมายและการวางผังเมืองเป็น “อาวุธ” ในการจำกัดพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ประกาศให้พื้นที่ทำกินกลายเป็น “พื้นที่สีเขียว” หรือเขตทหาร เพื่อริบทรัพย์สินอย่างถูกกฎหมาย พร้อมใช้ระบบเทคโนโลยีสอดแนม (Surveillance) ควบคุมชีวิตประจำวันของชาวปาเลสไตน์ราวกับอยู่ในคุกเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จาก ‘ข้ออ้างความมั่นคง’ สู่แผนยึดครอง ‘Greater Israel’
แผนภาพจากงานสัมมนาเผยให้เห็นธาตุแท้ของลัทธิไซออนิสต์ ที่มักใช้คำว่า “เขตกันชนความมั่นคงลึก” (Strategic/Security Depth) มาบังหน้าเพื่อความชอบธรรมในการรุกราน แต่ในความเป็นจริง มันคือกลไกการขยายอาณาเขตอย่างถาวร

วิสัยทัศน์ “Greater Israel” (มหาอาณาจักรอิสราเอล) ขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลัก
กรอบคิดทางอุดมการณ์
อ้างคัมภีร์ทางศาสนาและชะตากรรมของชาติ เพื่อฮุบรวมเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา และเทือกเขาโกลัน ให้เป็นของอิสราเอลโดยสมบูรณ์
ข้ออ้างทางทหาร
อ้างว่าพื้นที่ชายฝั่งเดิมแคบเกินไปและเปราะบาง จึงต้องผลักดันภัยคุกคามออกไปและสร้างเขตกันชน (Buffer Zones) ในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน
การบังคับตั้งถิ่นฐาน
เปลี่ยนเขตทหารให้กลายเป็นการขับไล่ประชากรเดิม จากนั้นส่งพลเรือนชาวยิวเข้าไปตั้งรกรากถาวร
มะเร็งร้ายลามทั่วตะวันออกกลาง: กาซา – เลบานอน – ซีเรีย

ความเลวร้ายนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปาเลสไตน์ ในปัจจุบันแผนการปรับเปลี่ยนภูมิศาสตร์การเมือง (Spatial Restructuring) ในตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นผ่านแนวรบต่างๆ
แกนฉนวนกาซา การบีบบังคับเคลื่อนย้ายประชากร (Population Shift) ออกจากพื้นที่
เลบานอนตอนใต้ (ลุ่มน้ำลิทานี)
อ้างการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธ แต่กลไกจริงคือการสร้างพื้นที่รกรากใหม่ “Yellow Line” สถาปนาเขตห้ามเข้า บังคับอพยพคนท้องถิ่น และตัดขาดอธิปไตยของเลบานอน
ซีเรียตอนใต้ (ชายขอบโกลัน)
การเข้ายึดครองพื้นที่สูง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรทางทหาร และการขยายขอบเขตความมั่นคงล่วงล้ำดินแดนซีเรีย
‘ปาเลสไตน์’ ไม่เคยเลือนหาย และบาดแผลนี้กระทบถึงไทย
แม้ความพยายามลบล้างเผ่าพันธุ์และการยึดครองดินแดนจะดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยมเพียงใด แต่งานสัมมนาครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงจิตวิญญาณความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน หรือ “ซุมุด” (Sumud / Steadfastness) ของชาวปาเลสไตน์ที่เป็นดั่งป้อมปราการสุดท้ายในการต่อต้านการถูกลบชื่อออกไปจากประวัติศาสตร์ ดังคำกล่าวของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward W. Said) ที่ถูกยกขึ้นมาในงานว่า:

”ปาเลสไตน์ยังไม่สูญหายไปไหน… ในฐานะความคิด ความทรงจำ และในฐานะความจริงที่มักถูกฝังหรือมองไม่เห็น ปาเลสไตน์และประชาชนของพวกเขาไม่ได้อันตรธานหายไปไหนทั้งสิ้น”
สำหรับประเทศไทยและสังคมโลก ลัทธิล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐานนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะการพังทลายของระเบียบโลกที่ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และการปล่อยให้ประเทศมหาอำนาจใช้กำลังทหารยึดครองและเปลี่ยนประชากรในประเทศอื่นตามใจชอบ จะกลายเป็นบรรทัดฐานอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และศีลธรรมของมนุษยชาติต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด.
งานเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดมุมมองจากนักวิชาการชาวอิสราเอลเอง ที่กล้าชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างปัญหาที่ฝังลึก และเตือนสติสังคมโลกเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์มหาอิสราเอล” ว่าอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ขยายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ในอนาคต

#นัคบาเดย์
#ลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน
#Mtoday



